อนุบาล

อนุบาลแบบบ้าน ∴ พื้นฐานแข็งแรง ∴ เล่นอิสระ

การจัดอนุบาลแบบบ้านที่มีครูให้การดูแลเหมือนแม่ จึงทำให้เด็กค่อยๆ วางใจในการเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้อย่างรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง

ปฐมวัย หรืออนุบาล ช่วงอายุ 3-6 ปี เรียนรู้ร่วมกันภายใต้บรรยากาศอนุบาลแบบบ้าน ให้ความดูแลเด็กแต่ละคนให้มีผัสสะ 4 ด้านพื้นฐานที่แข็งแรงเพื่อเตรียมพร้อมสู่วัยเรียน คือ Sense of Touch,  Sense of Life, Sense of Movement และ Sense of Balance โดยเด็กในวัยนี้จะเรียนรู้ผ่านการเลียนแบบเป็นหลัก ดังนั้นการจัดอนุบาลแบบบ้านที่มีครูให้การดูแลเหมือนแม่ จึงทำให้เด็กค่อยๆ วางใจในการเรียนรู้สิ่งรอบตัวได้อย่างรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง และลักษณะเด่นที่สำคัญในการศึกษาก่อนวัยเรียน คือ การเล่นอิสระ การเล่นที่เด็กเป็นผู้นำทางการเล่นด้วยตัวเขาเอง

มีจังหวะแบบแผน การทำซ้ำ และเคารพนบนอบ

ห้องอนุบาลที่มีจังหวะแบบแผน การทำซ้ำ และการให้ความเคารพนอบน้อม ก่อให้เกิดระเบียบวินัย และลักษณะนิสัยที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานชีวิตที่จำเป็นสำหรับการดำรงชีวิตของเด็กต่อไปในอนาคตที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากมายและรวดเร็ว

คาดเดาได้ เด็กก็สบายใจ ใจสงบลง

นอกจากนี้ห้องอนุบาลยังให้ความสำคัญกับเรื่องจังหวะเวลา เด็กเล็กจะเกิดความสบายใจเป็นอย่างมากหากเขารู้ว่าวันนี้จะเกิดอะไรขึ้นที่เขาสามารถคาดเดาล่วงหน้าได้ ซึ่งการคาดเดาได้เกิดจากการที่ผู้ใหญ่ทำอะไรซ้ำๆ เหมือนเดิม มีแบบแผน / ขั้นตอนเหมือนเดิมบ่อยๆ ดังนั้น การมาโรงเรียนให้ตรงเวลาจึงเป็นเรื่องที่สำคัญเช่นกัน เพื่อที่เด็กทุกคนได้ปรับอารมณ์ เตรียมความพร้อมของตัวเอง พูดคุย/เล่นกับเพื่อน ก่อนที่จะเปิดกิจกรรมวงกลมเพื่อนำเข้าสู่จังหวะห้องอนุบาลในกิจกรรมต่อไป หากทั้งที่บ้าน และที่โรงเรียนสามารถจัดกิจกรรมประจำวันที่สม่ำเสมอได้ จะส่งผลให้เด็กมีภาวะอารมณ์ที่มั่งคง ยืดหยุ่นได้ง่ายเมื่อเกิดสถานการณ์จำเป็น มีความพร้อมในการเรียนรู้สิ่งต่างๆ

ตารางประจำวันของห้องอนุบาล

8.00-8.30 น. คุณพ่อคุณแม่มาส่งหน้าห้องอนุบาล / วางสัมภาระ / ทำงานบ้าน เช่น กรอกน้ำใส่ขวด กวาดบ้าน ถูพื้น ล้างผลไม้ ให้อาหารปลา เป็นต้น

9.00 น. กิจกรรมวงกลม

9.15 เล่นอิสระกลางแจ้ง

10.15 น. กลับเข้าห้องอนุบาล อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า และทานของว่าง (ผลไม้ตามฤดูกาล)

10.30 น. กิจกรรมหลักประจำวัน

  • วันจันทร์ – ระบายสีน้ำ
  • วันอังคาร – ทำขนมปัง
  • วันพุธ – ปั้นขี้ผึ้ง
  • วันพฤหัสบดี – ทำขนมไทย
  • วันศุกร์ – เดินเล่นรอบโรงเรียน / ระบายสีเทียนอิสระ

11.15 น. เล่นอิสระในห้องอนุบาล / ระหว่างนี้ครูจะเตรียมอาหารเที่ยงให้เด็ก

12.00 น. เด็กช่วยกันเก็บของเล่นเข้าที่

12.15 น. รับประทานอาหารเที่ยง / ล้านจานของตนเอง / แปรงฟัน

13.15 น. ฟังนิทานตั้งโต๊ะ หรือนิทานปากเปล่า

13.30 น. นอนกลางวัน

15.00 น. ตื่นนอน / ทานของว่าง (ผลไม้ตามฤดูกาล)

15.15 น. ปิดวง เพื่อเตรียมตัวกลับบ้าน

15.30 น. รอคุณพ่อคุณแม่รับกลับที่สนามเด็กเล่น

กิจกรรมที่เหมือนกันทุกวัน

กิจกรรมวงกลม ได้เคลื่อนไหว และพาสงบลง

กิจกรรมวงกลมจะสอดคล้องกับฤดูกาล และเทศกาลของโรงเรียน หรือชุมชนในท้องถิ่น เช่น ยี่เป็ง ฤดูหนาว ฤดูทำนา เป็นต้น เพื่อเตรียมความพร้อมเด็ก โดยให้เขาได้เคลื่อนไหว ด้วยเพลง บทกลอนคำคล้องจอง ช่วยปรับลมหายใจของเขาให้เป็นลมหายใจเดียวกันกับสมาชิกคนอื่นในห้อง

สำหรับวันจันทร์วันแรกของการเปิดเรียน เด็กอาจออกไปเที่ยวเล่นนอกบ้านจนตื่นเต้น หรือก่อนมาโรงเรียนมีอารมรณ์หงุดหงิด กิจกรรมวงกลม การเคลื่อนไหว เสียง และบทเพลงจะค่อยๆ พาเขากลับมารู้เนื้อรู้ตัว พร้อมจะเล่นกับเพื่อนในกิจกรรมถัดไป

เล่นอิสระ

การเล่นอิสระเป็นหัวใจสำคัญของช่วงวัยเด็กเล็ก

การเล่นอิสระถือเป็นหัวใจสำคัญของช่วงวัยเด็กเล็ก ห้องอนุบาลจึงมีช่วงเล่นอิสระถึง 2 ช่วงเวลา คือ เล่นกลางแจ้ง และเล่นในห้องอนุบาล  ซึ่งการเล่นอิสระในห้องอนุบาลจะเปิดโอกาสให้เด็กเล่นอิสระกับของเล่นปลายเปิดที่ทำจากวัสดุธรรมชาติ มีรูปทรงต่างๆ เด็กจะสามารถนำมาเล่นได้ตามจินตนาการ และเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งใดๆ ได้ตลอดเวลา ในห้องอนุบาลจะไม่มีของเล่นสำเร็จรูปซึ่งตีกรอบจินตนาการของเด็ก

ของเล่นธรรมชาติอันไม่สำเร็จรูป อาทิ ท่อนไม้ เมล็ดพืช ก้อนหิน เครื่องครัวที่ทำจากไม้ ตุ๊กตาสัตว์ที่ทำจากไม้ ตุ๊กตาผ้า ผ้า เชือกถักไหมพรม เป็นต้น เมื่อเด็กเล่นเสร็จทุกครั้งก็จะช่วยกันเก็บของเล่นเข้าที่เสมอ

การเล่นอิสระกลางแจ้งเป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้มีโอกาสออกไปนอกห้องเรียนเพื่อเคลื่อนไหวร่างกาย ออกกําลัง และแสดงออกอย่างอิสระ อาทิ ปีนป่าย วิ่ง แกว่งชิงช้า เล่นดิน ทราย น้ำ เป็นต้น และเด็กยังได้ใกล้ชิด และทำความรู้จักกับธรรมชาติรอบตัว

ฟังนิทาน

เป็นกิจกรรมที่ครูเล่านิทานทั้งแบบตั้งโต๊ะ เล่าปากเปล่า หรือนิทานเคลื่อนไหวผ่านกิจกรรมวงกลม โดยใช้เสียงที่ส่งเสริมจินตนาการ มีชีวิตชีวา ไม่เร้าอารมณ์จนเกินไป  นิทานที่นำมาเล่าจะเป็นนิทานที่สอดคล้องกับการเติบโตของเด็ก สอดรับกับกิจกรรมวงกลมและฤดูกาล โดยใช้วัสดุธรรมชาติ ตุ๊กตาผ้า ขี้ผึ้งปั้น มาประกอบการเล่านิทาน

นิทานแต่ละเรื่องจะเล่าเรื่องเดิมซ้ำทุกวันเป็นเวลา 3-4 สัปดาห์ เช่นเดียวกับกิจกรรมวงกลม สำหรับผู้ใหญ่อาจจะน่าเบื่อ แต่สำหรับเด็กจะช่วยเพิ่มความมั่นคงในใจได้ และเด็กจะเติมรายละเอียดในจินตนาการเพิ่มขึ้นในแต่ละครั้งที่ฟัง จึงเป็นกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมจินตนาการของเด็กได้ดี อีกทั้งตุ๊กตาที่เรานำมาเล่านิทาน ไม่มีหน้าตา ไม่เสร็จสมบูรณ์เสียทีเดียว เป็นการเว้นช่องว่างเพื่อให้จินตนาการของเด็กได้ทำงาน และช่วยปรับลมหายใจของเด็กให้ผ่อนคลายเป็นปกติ เพื่อส่งเด็กเขานอนอย่างสุนทรี

ทำงานบ้าน

เด็กๆ มักจะภูมิใจเมื่อเขาได้ช่วยทำงาน หรือได้มีโอกาสเลียนแบบท่าทางการทำงานของผู้ใหญ่

เป็นกิจกรรมที่ครูเปิดโอกาสให้เด็กได้ช่วยงานบ้าน ดูแลห้องอนุบาลของตนเองตามความสามารถของแต่ละวัยที่เขาสามารถช่วยทำได้ นอกจากจะกระตุ้นกล้ามเนื้อของพวกเขา ครูยังได้ทำการสังเกตพัฒนาการต่างๆ ของเขาไปด้วย หากยังติดขัดก็จะได้เปิดโอกาสให้เขาได้พัฒนาและฝึกฝน เด็กๆ มักจะภูมิใจเมื่อเขาได้ช่วยทำงาน หรือได้มีโอกาสเลียนแบบท่าทางการทำงานของผู้ใหญ่ เด็กเล็กบางคนก็รอคอยที่จะได้ทำหน้าที่บางอย่างเหมือนกันพี่โต เช่น การแจกช้อนส้อมให้กับสมาชิกในห้องช่วงรับประทานอาหารเที่ยง เป็นกิจกรรมที่พี่โตเท่านั้นจึงจะสามารถดูแลคนอื่นได้ ส่งผลให้เด็กเล็กรู้ถึงการทำงานของแขนขา หรือร่างกายที่แข็งแรงของเขา เมื่อเติบโตขึ้นเขาก็จะได้ช่วยเหลือ และดูแลผู้อื่น เหมือนกับที่พี่โตดูแลพวกเขา

กิจกรรมที่ต่างไปในแต่ละวัน

ศิลปะสร้างสรรค์

ในห้องอนุบาลให้ความสำคัญกับกระบวนการศิลปะ มากกว่าผลงานหรือผลลัพธ์ที่ออกมา  

การระบายสีน้ำ

มีกระบวนการที่จะช่วยให้เด็กได้สังเกตการไหลของสี ค้นพบสีใหม่ด้วยตัวเขาเอง ท่าทางการจับพู่กันระบายสีแตกต่างจากการจับดินสอเขียนหนังสือคือท่าทางการจับพู่กันระบายสีจะช่วยให้เด็กเปิดกว้างช่วงอกของเด็กกว่าท่านั่งเขียนที่ช่วงอกก้มปิดลงมามากกว่า ซึ่งส่งผลต่อสุขภาวะการหายใจของเด็กด้วย ท่านั่งในการระบายสีที่ทำงานบนโต๊ะ นั่งตัวตรงบนเก้าอี้ เท้าแตะพื้น เป็นท่าทางที่ช่วยเตรียมความพร้อมในการนั่งเรียนเมื่อถึงวัยเรียน และที่สำคัญบรรยากาศช่วงทำกิจกรรมศิลปะนี้เป็นอิสระ สงบเงียบ ผ่อนคลาย ไม่ตั้งคำถามกับเด็กเล็กว่าเขากำลังระบายหรือวาดรูปอะไร แต่เป็นไปเพื่อให้ครูได้สังเกตเด็กๆ อย่างเงียบๆ เปิดพื้นที่ให้เด็กได้อยู่กับปัจจุบันขณะของตัวเขาเอง  

ปั้นขี้ผึ้ง

ขี้ผึ้งเป็นวัสดุจากธรรมชาติต้องใช้ความอบอุ่นของมือค่อยๆ นวดให้ขี้ผึ้งนิ่มก่อน จึงจะสามารถปั้นได้ ในกระบวนการนี้เด็กจะต้องใช้ความอดทนในการนวด และรอคอยให้ขี้ผึ้งนิ่ม ให้ความใส่ใจขี้ผึ้งราวกับเขากำลังมีชีวิตที่นอนหลับใหลอยู่แล้วค่อยๆ ตื่นขึ้นจากการปลุกของเด็กๆ 

ระบายสีเทียนอิสระ

เป็นอีกกิจกรรมศิลปะที่เอื้อให้เด็กได้สะท้อนสภาวะปัจจุบันของเขาออกมา ห้องอนุบาลจะให้สีเทียนก้อนใหญ่ หรือแท่งใหญ่ เนื่องจากเด็กในวัยนี้กล้ามเนื้อเขายังไม่แข็งแรงนัก การจับสีเทียนธรรมชาติที่ก้อนใหญ่จะถนัดมือกว่า และช่วยให้เขาระบายสีได้ง่ายขึ้น

ทำอาหาร

การทำอาหาร การทำขนมปัง หรือขนมไทย เป็นกิจกรรมที่จัดให้เด็กได้เรียนรู้ผ่านการทดลองลงมือทำ โดยเปิดโอกาสให้เด็กได้มีส่วนร่วม เห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลงของวัตถุดิบมาเป็นสิ่งที่พวกเขาทานได้จริง ได้ออกกำลังมือนวดขนมปัง หยอดแพนเค้ก ปั้นบัวลอย ช่วยจับมีดหั่นฟักทองเพื่อทำขนมไทย

เมื่อถึงช่วงเล่นอิสระในห้องอนุบาลจะเป็นเวลาเดียวกันกับที่ครูจะเตรียมอาหารกลางวันให้เด็ก โดยจะทำอาหารในห้องอนุบาลพร้อมทั้งดูเด็กๆ เล่นกันไปด้วย เด็กคนไหนสนใจก็จะเดินมาดู มาขอช่วยครูหั่นผัก ตำกระเทียม ตอกไข่ ตีไข่ หรือมาดูการทำอาหาร เขาจะได้เห็นตลอดกระบวนการว่าอาหารเที่ยงที่เขาทานทุกวันมาจากไหน ทำอย่างไรบ้าง อีกทั้งกลิ่นตอนปรุงอาหารช่วยกระตุ้นผัสสะให้เขาอยากลิ้มลองอาหารมากขึ้นด้วย

เดินเล่นในบริเวณโรงเรียน

เป็นการจัดกิจกรรมทัศนศึกษาที่ให้เด็กได้เรียนรู้สภาพความเป็นจริงนอกห้องอนุบาล ได้ทำความรู้จักโรงเรียนของเขาโดยรอบ เช่น ทางเดินตรงไหนไปห้องพี่ ป.1 โรงเรียนมีดอกไม้อะไรในช่วงนี้ ต้นข้าวในนาออกรวงหรือยัง เป็นต้น 

หมายเหตุ

งดอุปกรณ์ IT เพื่อรักษาจินตนาการอันบริสุทธิ์

อุปกรณ์ IT ในที่นี้ หมายถึง โทรศัพท์มือถือ ทีวี แท็บเล็ต จอคอม

ในชุมชนของเราทำงานเรื่องอุปกรณ์ IT อย่างเข้มข้น โดยเฉพาะห้องอนุบาลเราคาดหวังให้ผู้ปกครองทุกบ้านที่เด็กอยู่ในชุมชนนี้งดการใช้อุปกรณ์ IT กับเด็กเล็กให้มากที่สุด เพื่อคงไว้ซึ่งจินตนาการอันบริสุทธิ์ของพวกเขา อุปกรณ์ IT ไม่ใช่ตัวร้าย เพียงแต่ยังไม่เหมาะที่เด็กเล็กผู้ยังไม่แข็งแรง ไม่มีวิจารณาณเหมือนผู้ใหญ่ที่พอจะรับมือได้ การได้รับสื่อ IT ไวเกินไป เป็นการสร้างกรอบทางความเชื่อ ตีกรอบจินตนาการ ปิดกั้นการเรียนรู้จากประสบการณ์การลงมือทำ อีกทั้งเด็กสนุกกับสิ่งเรียบง่ายได้ยากขึ้นเมื่อผ่านการดูภาพหน้าจอที่เปลี่ยนไว แสงสีจัด เสียงที่เร้าใจตื่นเต้น ซึ่งจะสังเกตได้ว่า เด็กจะวิ่งวุ่นทุกครั้งเมื่อปิดหน้าจอ หรือมักปิดตา แอบหลบเมื่อถึงฉากตื่นเต้น นั่นเป็นสัญญาณหนึ่งว่าเด็กยังไม่พร้อมรับภาพ ข้อมูล และอารมณ์ที่มากเกินไปของสื่อ และที่สำคัญเกิดการเลียนแบบพฤติกรรมจากสื่อได้เร็วมาก ซึ่งจะสะท้อนออกมาในช่วงที่เขาเล่นอิสระกับเพื่อน

โดยธรรมชาติของเด็กเล็ก (เด็กก่อนวัยเรียน หรือ 0-7 ปี) จะเลียนแบบและได้รับการเลี้ยงดูผ่านต้นแบบและตัวอย่าง เรียนรู้พร้อมกันไปทั้งเนื้อทั้งตัวโดยการเลียนแบบที่มิใช่เฉพาะท่าทางภายนอก แต่เลียนแบบที่ลึกลงไปในจิตวิญญาณโดยที่เด็กเองไม่รู้ตัว ในวัยนี้ความดีงามของผู้ใหญ่รอบข้างจะซึมเข้าไปในตัวเองช่วยให้เด็กพัฒนาความมุ่งมั่นในสิ่งดีงาม ดังนั้นการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยจึงยึดหลักต่อไปนี้

1) เล่นอิสระ

เป็นการเล่นอสิระซึ่งปลอดภัยทั้งร่างกายและจิตใจ เด็กเป็นผู้ริเริ่มนำพาการเล่นเองอย่างมีอิสรภาพ ปราศจากการชี้นำ เด็กจะได้ประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวและการใช้สัมผัสรู้ (sense) ต่างๆ

2) 3R : Repetition, Rhythm, Reverence

ทำซ้ำ : Repetition

การทำซ้ำ (repetition) เด็กควรได้มีโอกาสทำสิ่งต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนการกระทำนั้นซึมลึกลงไปในกายและจิตจนเป็นนิสัย

จังหวะสม่ำเสมอ : Rhythm

จังหวะที่สม่ำเสมอ (rhythm) กิจกรรมในโรงเรียนต้องเป็นไปตามจังหวะสม่ำเสมอเหมือนลมหายใจเข้ากายใจออกยามจิตใจสงบและผ่อนคลาย อันเป็นการวางรากฐานสำหรับความมั่นคงทางใจ ความปลอดภัยทางใจ และวินัยในตนเอง โดยผู้ให้การศึกษาจะจัดตารางในแต่ละวัน เพื่อส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมทางกายและใจของเด็กผ่านจังหวะแบบแผน (Rhythm)

เคารพนบนอบ น้อมรับคุณค่าของทุกสิ่ง : Reverence

ความเคารพและการน้อมรับคุณค่าของทุกสิ่ง กิจกรรมและสื่อธรรมชาติที่จัดให้เด็กเพื่อให้เด็กเคารพและน้อมรับคุณค่าของสิ่งต่างๆที่เกื้อหนุนชีวิตมนุษย์ ความเคารพและน้อมรับคุณค่าของสิ่งต่างๆ จะเป็นแก่นของจริยธรรมตลอดชีวิตของเด็ก

ประถม

เมื่อก้าวเข้าสู่ประถม 1 ถือเป็นเด็กวัยเรียนอย่างแท้จริง

ประถม 1

เริ่มแนะนำให้รู้จักตัวอักษร ตัวเลข อาณาจักรของถ้อยคำ/เสียง ผ่านเรื่องราวที่มีชีวิตชีวา

เด็ก ป.1 ดุจดังสะพานเชื่อมต่อระหว่างเด็กอนุบาลกับเด็กประถม เด็กพร้อมแล้วที่จะเรียนรู้อย่างเป็นทางการ หากแต่เด็กยังคงมีสภาวะสำนึกคล้ายเด็กอนุบาล เด็กยังคงมีจินตนาการเปี่ยมล้น การอธิบายด้วยภาพหรือใช้ภาษานิทานยังคงได้ผลดี ยังไม่เหมาะกับการอธิบายโดยใช้เหตุผล

การเรียนในระดับนี้เริ่มจากการแนะนำให้รู้จักตัวอักษร ตัวเลข อาณาจักรของถ้อยคำ/เสียง อาณาจักรของจำนวน/ตัวเลข/การนับ โดยเด็กจะได้เรียนผ่านเรื่องเล่าที่มีชีวิตชีวา เน้นการบ่มเพาะการอยู่ร่วมกันในห้องอย่างเป็นหนึ่งเดียว ปลูกฝังระเบียบวินัยและนิสัยที่ดี และให้ภาพของโลกและชีวิตผ่านเทพนิยาย

ประถม 2

เด็กๆ ต้องการเรื่องราวที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น มีภาวะอารมณ์ชอบ-ไม่ชอบ พอใจ-ไม่พอใจ คำถามเกี่ยวกับความดี-ไม่ดี ปรากฏขึ้นในใจมากมาย จึงให้การศึกษาโดยการฉายให้เห็นภาพของมนุษย์ทั้งสองด้าน ผ่านเรื่องเล่าสุภาษิตที่เกี่ยวกับสัตว์ หรือนิทานอีสป

ธรรมชาติของเด็ก ป. 1 และ ป. 2 มีส่วนคล้ายคลึงกันมาก ในชั้นนี้จึงเป็นการดำเนินการก่อสร้างต่อเติมรายละเอียดเพิ่มจากเดิมที่ได้วางรากฐานไว้แล้ว เด็กวัยนี้เริ่มรับรู้ตัวเองแยกออกจากโลกหรือสภาพแวดล้อมรอบข้าง เด็กวัยนี้ต้องการเรื่องราวที่สอดคล้องกับความเป็นจริงมากขึ้น ในช่วงวัยนี้ภาวะอารมณ์ ชอบ-ไม่ชอบ พอใจ-ไม่พอใจ คำถามเกี่ยวกับความดี-ไม่ดี ปรากฏขึ้นในใจมากมาย

การให้การศึกษาโดยการฉายให้เห็นภาพของมนุษย์ทั้งสองด้าน คือ ด้านที่มืดมิด/ไม่ดี ผ่านเรื่องเล่าสุภาษิตที่เกี่ยวกับสัตว์หรือนิทานอีสป กับด้านที่เชิดชูลักษณะอันน่ายกย่องของมนุษย์ ผ่านตำนานนักบุญ นักบวช ชาดก จึงเหมาะกับวัยนี้ โดยมีวิชาหลัก คือ ภาษาไทยและเลข

ประถม 3

เริ่มรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่สิ่งเดียวกับโลกอีกต่อไป เราคือเรา เป็นอิสระ และเริ่มตั้งคำถามในสิ่งที่ไม่เคยสงสัยมาก่อน เด็กวัยนี้ต้องการรู้ว่า มนุษย์มีความสามารถ มีศักยภาพที่จะทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้ตนอยู่รอดและเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ซึ่งตัวเขาเองก็ทำได้เช่นกัน

เริ่มตั้งคำถามในสิ่งที่ไม่เคยสงสัยมาก่อน เช่น พ่อแม่เป็นพ่อแม่เราจริงหรือเปล่า ทำไมจึงเรียกว่าต้นอ้อ สนใจทุกสิ่งที่เป็นการลงมือทำ เช่น รองเท้าทำมาจากอะไร และมีประสบการณ์ในระดับจิตวิญญาณเช่นเดียวกับเด็ก 3 ขวบ เด็กวัยนี้จะรู้สึกถึงความทุกข์ของการอยู่คนเดียว เหงา เช่นเดียวกับความพอใจที่ได้อยู่ตามลำพัง รู้ว่าความตายคืออะไร รู้สึกถึงความไม่แน่นอน ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ กับสิ่งที่ดำรงอยู่ตลอดกาล รับรู้ความสัมพันธ์กับผู้อื่นและกับตัวของเราเอง

ในชั้นประถม 3 เป็นจุดเปลี่ยนของเด็กวัย 8-9 ขวบ ที่จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่สิ่งเดียวกับโลกอีกต่อไป เราคือเรา เป็นอิสระ และเริ่มตั้งคำถามในสิ่งที่ไม่เคยสงสัยมาก่อน เช่น พ่อแม่เป็นพ่อแม่เราจริงหรือเปล่า ทำไมจึงเรียกว่าต้นอ้อ สนใจทุกสิ่งที่เป็นการลงมือทำ เช่น รองเท้าทำมาจากอะไร และมีประสบการณ์ในระดับจิตวิญญาณเช่นเดียวกับเด็ก 3 ขวบ เมื่อเริ่มกล่าวถึงตัวเองว่า “ฉัน” เมื่อตัวตนของเด็กยังไม่เกิดอย่างสมบูรณ์ เด็กจะรู้สึกถึงความทุกข์ของการอยู่คนเดียว เหงา เช่นเดียวกับความพอใจที่ได้อยู่ตามลำพัง รู้ว่าความตายคืออะไร รู้สึกถึงความไม่แน่นอน ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ กับสิ่งที่ดำรงอยู่ตลอดกาล ความสัมพันธ์กับผู้อื่นและกับตัวของเราเอง เด็ก 9 ขวบแบ่งขั้วตรงข้ามอย่างชัดเจน ระหว่างพระเอกกับผู้ร้าย ดีกับเลว

วัยเปลี่ยนผ่าน

เด็กมีคำถามในใจว่า “ฉันคือใคร” เป็นช่วงเวลาของความยุ่งยาก และอาจก่อให้เกิดการก้าวออกนอกลู่ทาง หรือเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เด็กที่ไม่ได้รับความอบอุ่นพอ จะแสวงหาความสำเร็จจากภายนอก บางครั้งอาจหลงผิดใช้ความรุนแรง ปราศจากการยั้งคิดในการทำงานและการใช้ชีวิต เด็ก 9 ขวบจำเป็นต้องมีใจที่สงบ เข้มแข็ง มีความคิดที่ชัดเจน สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้

การศึกษาที่ซัพพอร์ตการเปลี่ยนผ่าน รู้ที่มาที่ไป

วัยเด็กที่สดใสจบสิ้นลงแล้ว จินตนาการอันเพริศแพร้วเป็นเพียงอดีตเท่านั้น เด็กได้ลงมาสู่โลกอย่างแท้จริง โลกภายในและภายนอกที่เคยเป็นหนึ่งเดียวกันบัดนี้กลับขาดสะบั้นลงกลายเป็นสองโลกที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิง ภาวะโดดเดี่ยว หวาดกลัว ลังเลกับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นซึ่งเด็กวัยนี้ต้องเผชิญนั้น การศึกษาดูแลเขาโดยการเล่าการกำเนิดโลกจากตำนานต่างๆ เพื่อให้เด็กมั่นใจและรู้ที่มาที่ไปว่ามนุษย์เป็นใคร บทเรียนเรื่องการทำนา การเลี้ยงสัตว์ที่ทำให้เด็กได้เชื่อมโยงกลับสู่พื้นโลกอีกครั้ง บทเรียนเรื่องการชั่งตวงวัด เวลาและนาฬิกา ระบบเงินตรา เหล่านี้ล้วนทำให้เขารู้ว่า มนุษย์มีความสามารถ มีศักยภาพที่จะทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้ตนอยู่รอดและเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ซึ่งตัวเขาเองก็ทำได้เช่นกัน

ในชั้นเรียนประถม 3 ครูมีการเล่านิทานพระคัมภีร์เก่า ตำนานของบุคคลต่างๆ เช่น กำเนิดโมเสส จะให้เนื้อหาที่เสริมจินตนาการและพื้นฐานจริยธรรม เด็กจะเข้าใจถึงสิ่งที่เป็นนิรันดร์ และพบความสัมพันธ์กับตัวเองและผู้อื่นผ่านการแสดงละครในนิทาน เด็กจะได้อ่านและเขียนไทยมากขึ้น หัดอ่านหนังสือจากเรื่องสั้นที่มีภาษางดงาม คูณหารได้ซับซ้อนขึ้นและสอดคล้องกับชีวิตประจำวัน เด็กๆ จะได้สร้างบ้าน เด็กๆ ได้ใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายมาเป็นเครื่องมือวัด เช่น คืบ วา ศอก นิ้ว ฟุต หลังจากนั้นเด็กๆ จะได้ร่วมกันลงมือสร้างบ้านริมนาหลังน้อย ซึ่งส่งเสริมการพัฒนาด้านในของเด็กด้วย

ทุกเช้าเด็กๆ จะท่องบทกลอนเปิดวัน ร้องเพลงที่มีความหมายและความงดงามทางภาษา หรือท่องบทกลอน เพื่อเป็นการพัฒนาการใช้ภาษาและอารมณ์ความรู้สึก เรียนรู้จังหวะ พร้อมกับการเคลื่อนไหวร่างกาย ตบมือ ย่ำเท้า แล้วจึงนำสู่บทเรียนวิชาหลัก

ประถม 4

เด็กวัยนี้มีพลังทำงานและสร้างสรรค์มากมาย รู้เนื้อรู้ตัวแยกตัวเองออกจากสิ่งรอบตัว การศึกษาที่เหมาะสมจะช่วยสร้างความเข้มแข็งและความสงบในใจให้กับเด็ก โดยเน้นไปที่การศึกษาเกี่ยวกับตัวมนุษย์เอง และอาณาจักรสัตว์

เด็กเติบโตขึ้นและเปลี่ยนแปลงไปอย่างสิ้นเชิง

เด็กวัยนี้มีพลังทำงานและสร้างสรรค์มากมาย พวกเขาก้าวผ่านช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงในขวบปีก่อนมาแล้ว มาบัดนี้เขารู้สึกถึงเนื้อตัวของเขาที่แยกออกจากสิ่งรอบตัวอย่างสิ้นเชิง ในภาวะที่แยกจากโลกนี้ เด็กต้องการการศึกษาที่สร้างความเข้มแข็งและความสงบในใจให้กับเด็ก ซึ่งก็คือ การศึกษาเกี่ยวกับตัวมนุษย์เอง

เรียนอาณาจักรสัตว์ เรียนรู้ตัวเองจากสัตว์

การศึกษาให้เห็นถึงคุณค่าและความน่าอัศจรรย์ของการเป็นมนุษย์นั้น วิธีการที่ดีที่สุดคือการศึกษาเกี่ยวกับอาณาจักรสัตว์ เมื่อได้เรียนรู้สัตว์ที่มีจุดเด่นต่างๆ เช่น

  • หมึกกระดองมีช่วงหัวที่เด่น มีดวงตาที่ฉับไว เคลื่อนไหวช้าแต่แม่นยำ
  • วัวมีถึง 4 กระเพาะ กินหญ้าได้ครั้งละจำนวนมากๆ
  • ม้ามีขาที่แข็งแรง วิ่งได้เร็วและไกล
  • ในขณะที่มนุษย์อาจไม่มีอะไรโดดเด่นเท่าสัตว์ ตาไม่ได้แหลมคม วิ่งก็ช้ากว่าม้า กินได้นิดเดียว แต่มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่มีหลังที่เหยียดตรงตั้งฉากกับพื้นโลก สามารถก้าวเดินโดยที่มือเป็นอิสระ สามารถหยิบจับทำอะไรก็ได้ มีเพียงมนุษย์เท่านั้นที่ธรรมชาติมอบมือที่เป็นอิสระมาเพื่อให้ทำสิ่งดีๆ เพื่อโลกใบนี้

แยกออกมาเป็นตัวเอง และต้องดูแลและรับผิดชอบผู้อื่นด้วย

และในภาวะที่เขารู้สึกแยกออกมาจากทุกสิ่งนี้ ควรให้การศึกษาที่ทำให้เกิดการรับรู้ว่า เมื่อเขาแยกออกมาเป็นตัวเองแล้ว เขาควรต้องดูแลและรับผิดชอบผู้อื่นด้วย

  • การสอนเรื่องเศษส่วนในวิชาเลข สอดรับกับภาวะของการแยกตัว
  • การสอนเครื่องดนตรีอังกะลุง ที่แต่ละคนต้องบรรเลงร่วมกันจึงจะเป็นเพลงก็ส่งเสริมภาวะของการแยกตัวที่ยังมีความรับผิดชอบดูแลผู้อื่น

นอกจากนี้การฟังเรื่องเล่าอย่างตำนานชาวเหนือ Norse Mythology เรื่องราวการต่อสู้ระหว่างเทพกับยักษ์ที่ต่างฝ่ายต่างก็รู้ว่าสักวันหนึ่งสงครามจะบังเกิด ต่างก็ดำรงอยู่ และทำตามหน้าที่ของตนเอง เมื่อถึงวันที่สงครามสิ้นสุด โลกเก่าจบสิ้นลง ก็จะมีการสร้างโลกใหม่ขึ้น ทุกอย่างสูญสลายและสร้างขึ้นใหม่ได้

ประถม 5

เด็กวัยนี้จะเรียนรู้ได้ดีหากมีความงามสอดแทรกอยู่ เรียนประวัติศาสตร์ ภูมิศาสตร์เพื่อสอดรับกับการรับรู้โลกภายนอกอันกว้างขวางมากขึ้น ปลูกฝังการเคารพปัจเจกภาพของผู้อื่น และเรียนอาณาจักรพืช

เด็กเริ่มคุ้นเคยกับการแยกตัวออกมามากขึ้น ทำให้การมองโลกเริ่มมีมุมมองใหม่ๆ ขอบข่ายการรับรู้ของเด็กเพิ่มขึ้น มีความเชื่อมั่นในตนเอง เด็กจะละทิ้งความเป็นเด็กอีกช่วงหนึ่งไว้เบื้องหลังเพื่อก้าวต่อไปข้างหน้า การสอนเป็นก้าวต่อจากฐานเดิมที่วางไว้แล้วเพื่อเตรียมเด็กให้พร้อมกับการเดินหน้าต่อไป เด็กมีการเรียนประวัติศาสตร์ที่เล่าถึงการกระทำและความบากบั่นของมนุษย์ เพื่อปลุกความเป็นมนุษย์ในตัวเอง และทำให้เขามองเห็นตัวเองและเห็นวิวัฒนาการของมนุษยชาติ ซึ่งเมื่อถึงเวลาหนึ่งเขาเองก็ต้องช่วยผลักดันให้รุดหน้าต่อไป

เด็กเรียนรู้ภูมิศาสตร์ที่นำเด็กออกห่างจากตัวเองไปสู่เทศะอันกว้างขวางยิ่งขึ้น นำเด็กขยายความสำนึกไปสู่ประชาชาติทั้งปวงในโลก และช่วยให้เด็กมีความใกล้ชิดกับชุมชน ตำนานและมหากาพย์กรีกที่สละสลวยละเมียดละไมเหมาะกับสภาพอารมณ์อันอ่อนไหวของพวกเขา รวมถึงเด็กวัยนี้จะเรียนรู้ได้ดีหากมีความงามสอดแทรกอยู่

เคารพปัจเจกภาพ

ในชั้นประถมห้าเราควรสอนให้เด็กเคารพปัจเจกภาพของผู้อื่น ในขณะที่ปัจเจกภาพของตนเองกำลังพัฒนาอย่างแกร่งกล้า โดยผ่านบทเรียนวิชาภาษา เรียนรู้ภาษาและวัฒนธรรมของผู้อื่น

เรียนอาณาจักรพืช เรียนรู้ตัวเองจากพืช

สอดคล้องกับการเติบโตของตัวเอง

ในวิชาอาณาจักรพืช เขาจะได้ออกไปสำรวจและสังเกตธรรมชาติรอบตัว รู้จักต้นไม้ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของเขาเองแต่ละช่วงวัย

  • เริ่มจากเห็ดราที่บอบบางราวทารกน้อยอิงแอบอยู่กับพระแม่ธรณี ไม่ชอบแสงแดด และนอนหลับได้ทั้งวัน
  • สาหร่ายพืช ที่ต้องอาศัยน้ำคอยพยุงเหมือนเด็กที่กำลังหัดยืนยังต้องพึ่งพาผู้ใหญ่
  • ไลเคน ส่วนผสมของสาหร่ายกับราที่รวมตัวอยู่ด้วยกันเหมือนเด็กที่ต้องมีพ่อแม่และครอบครัวอยู่ล้อมรอบ
  • มอส พืชเล็กที่พยายามเลียนแบบต้นไม้ใหญ่เหมือนเด็กอนุบาลที่เลียนแบบผู้ใหญ่ไปเสียทุกอย่าง
  • เฟิร์น ที่อาจจะโตกว่ามอส แต่ก็ยังเลียนแบบต้นไม้ใหญ่อยู่ เหมือนเด็กประถมต้นนั่นเอง
บ่มเพาะความงาม

สุดท้ายเขาได้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านของพืชจากเมล็ด สู่ต้นอ่อน จนเติบโตออกดอกเบ่งบานและร่วงโรยลงสู่พื้นดิน ก่อนจะบ่มเพาะเมล็ดแล้วงอกขึ้นมาใหม่ หมุนเวียนตามฤดูกาล ตามอาณาจักรของดิน น้ำ ลม และไฟ (แสงแดด) เห็นว่าพืชทั้งเล็กใหญ่พยายามงอกงามในทุกสถานที่ ความงามของธรรมชาติที่งามแบบที่เป็น เป็นบ่มเพาะความงามและสำนึกแห่งความดี ความงาม ความจริง ในแบบที่ไม่ต้องอธิบาย แต่เด็กรับรู้ได้จากการสังเกตและซึมซับเรื่องราวของธรรมชาติรอบตัว

ประถม 6

เด็กจะแยกตัวเองออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง สามารถเข้าใจนามธรรมได้ ต้องการรู้สาเหตุและความเป็นมาของสิ่งต่างๆ

เด็กจะแยกตัวเองออกจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิงเป็นครั้งแรก ในช่วงนี้เด็กจะสามารถเข้าใจในเชิงนามธรรมได้ เหมาะกับการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์กายภาพ เช่น ฟิสิกส์ ธรณีวิทยา แร่ธาตุวิทยา เลขาคณิต เด็กต้องการรู้สาเหตุและความเป็นมาของสิ่งต่างๆ และกฎเกณฑ์การทำงานของสรรพสิ่งรอบตัว

ในวิชาศิลปะจะเน้นถึงเทคนิคศิลปะซึ่งไม่เคยเป็นที่สนใจก่อนหน้านี้ จากที่เคยเรียนวิชาประวัติศาสตร์ยุคโบราณเมื่อปีก่อน ปีนี้ได้ก้าวเข้าสู่ประวัติศาสตร์ยุคใหม่ โดยเริ่มจากยุคเสื่อมของกรีก การเริ่มต้น รุ่งเรืองของโรมัน ซึ่งโดดเด่นในเชิงการก่อสร้าง เป็นการให้ภาพโลกเชิงกวีสู่โลกเชิงวิทยาศาสตร์ เปรียบเสมือนกับภาวะที่เกิดกับพวกเขา ซึ่งต้องละทิ้งวัยเด็กไว้เบื้องหลัง เพื่อก้าวสู่สภาวะสำนึกการคิดแบบผู้ใหญ่ในช่วงอายุนี้

มัธยม 1

ก้าวเข้าสู่วัยรุ่น มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพและความคิดเห็นที่เป็นเหตุเป็นผล มีแง่คิดและมุมมองมากขึ้น มีความเป็นตัวของตัวเอง ซึ่งต้องการให้ผู้ใหญ่ตระหนักรู้และยอมรับเขา ยังไม่สันทัดกับการรับมือความรู้สึกที่อ่อนไหวท่วมท้น

เด็กวัย 13 ปีเป็นการก้าวเข้าสู่วัยรุ่น มีความเปลี่ยนแปลงทางด้านกายภาพและความคิดเห็นที่เป็นเหตุเป็นผล มีแง่คิดและมุมมองมากขึ้น มีความเป็นตัวของตัวเองซึ่งต้องการให้ผู้ใหญ่ตระหนักรู้และยอมรับเขา เด็กยืนอยู่บนโลกแห่งความเป็นจริงมากขึ้น มีวิธีคิดที่สามารถวิเคราะห์แยกแยะได้แจ่มชัดขึ้น ความละเอียดอ่อนซับซ้อนในเชิงอารมณ์เพิ่มมากขึ้น แต่เด็กก็ยังไม่สันทัดกับการรับมือความรู้สึกที่อ่อนไหวท่วมท้นเท่าใดนัก

การแสดงออกในแทบทุกเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นงานเรียน แบบฝึกหัด งานวาด งานเขียน งานฝีมือ งานไม้ งานวาดระบาย ดนตรี หรือแม้แต่การมีปฏิสัมพันธ์ทางสังคม ล้วนเป็นการแสดงตัวของอารมณ์ออกมาให้ปรากฏทั้งสิ้น อย่างไรก็ดีเด็กพยายามที่จะถอยออกมาเพื่อมองเข้าไปให้เห็นความรู้สึกที่เกิดขึ้น เพื่อที่จะเข้าใจสภาวะนั้นๆ อย่างเต็มที่เท่าที่วัยและประสบการณ์ของเขาจะเอื้ออำนวย

วัยแห่งการค้นหา

ในวัยนี้เป็นวัยแห่งการค้นหา เป็นวัยที่เขาไม่เพียงแต่ต้องการที่จะรู้จักโลกและสรรพสิ่ง หากแต่ต้องการที่จะเข้าใจด้วยว่าอะไรเป็นสาเหตุเบื้องหลังปรากฏการณ์ต่างๆ การศึกษาสำหรับเด็กวัยนี้จะเป็นเนื้อหาที่ต้องทำให้เขาเข้าใจได้จริงๆ เด็กเริ่มมองหาที่มาที่ไป เหตุและผล โดยยังไม่ถึงขั้นรายละเอียดที่ลึกซึ้งนัก จึงสอดคล้องกับการเรียนประวัติศาสตร์ช่วงที่มนุษย์เริ่มแสวงหาความจริงจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ จากความรุ่งเรืองแข็งแกร่ง และอารยธรรมในยุคโรมัน ซึ่งต่อมาเป็นการล่มสลายของอาณาจักรโรมัน นำพาไปสู่ยุคมืด จนในที่สุดมนุษย์จำเป็นต้องออกไปค้นหา นำมาซึ่งการออกเรือเดินสมุทรเพื่อไปเผชิญโลก และค้นหาดินแดนใหม่ๆ ช่วงที่ผู้คนนำภูมิปัญญาและองค์ความรู้ดั้งเดิมกลับมาสู่การรับรู้ใหม่อีกครั้งในยุคฟื้นฟูศิลปวิทยา (Renaissance) เนื้อหาต่างๆ เป็นการเปิดออกสู่วัฒนธรรมที่แตกต่างหลากหลาย

ลึกซึ้งขึ้น

เด็กจะเริ่มเรียนฟิสิกส์ กลศาสตร์ คานรอก การใช้แรง เครื่องทุ่นแรง เพื่อให้เหมาะสมกับวัยที่เริ่มมีพลังเข้ามา เรียนรู้การผ่อนหนักผ่อนเบา รู้จักวางกำลังให้ถูกที่ บทเรียนฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ดาราศาสตร์ และคณิตศาสตร์ แม้จะยากและซับซ้อนขึ้น แต่ในขณะเดียวกันก็เผยให้เห็นความเข้าใจมนุษย์ โลก และจักรวาลที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่เด็กวัยนี้ต้องการ

เด็กได้เรียนรู้ฉันทลักษณ์ แต่งกลอนได้ตามหลักและสละสลวย จับใจความ และเขียนรายงานในแบบฉบับของตัวเองได้ เรียนสมการ บัญชีรายรับรายจ่าย ซึ่งเชื่อมโยงกับเรื่องราวของอาณาจักรโรมัน ที่มีการคิดดอกเบี้ย การกู้ยืมเงิน การทำบัญชี และระบบเปอร์เซนต์ เรียนเรขาคณิต เคมี ชีววิทยาของร่างกายมนุษย์ การแพทย์ในอดีตแบบองค์รวม เรียนภาษาผ่านบทสนทนาและการเล่น วาดภาพเชิงมิติ Perspective และได้บรรเลงดนตรีร่วมกันเป็นวงซึ่งช่วยซัพพอร์ตการเติบโตตามวัย

มัธยม 2

ถือเป็นปีสุดท้ายในระดับประถมตามแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ เด็กๆ ได้แสดงให้เห็นถึงคุณภาพที่กำลังจะเปลี่ยนแปลง เด็กมีความคิดอ่านที่เป็นเหตุผล มีหลักการชัดเจนขึ้น จนกระทั่งอยากเป็นอิสระหรือดูแลตัวเอง

เนื้อหาการเรียนรู้มีความหลากหลาย มีลักษณะของการวิเคราะห์แยกส่วนมากขึ้น เข้าสู่การเรียนเชิญนามธรรม เช่น วิชาเคมี ชีววิทยา ซึ่งอธิบายให้เด็กๆ เข้าใจการทำงานของร่างกายตนเองในเชิงวิชาการมากยิ่งขึ้น ในวิชาประวัติศาสตร์เผยให้เห็นพัฒนาการของมนุษยชาติที่ก้าวเข้าสู่ยุคของการใช้เหตุผลและความคิดในเชิงวิทยาศาสตร์มากขึ้น ผ่านเรื่องเล่าในช่วงฟื้นฟูศิลปวิทยาการ (Renaissance) และช่วงปฏิวัติอุตสาหกรรม

เด็กที่ผ่านการดูแลตามแนวทางวอลดอร์ฟที่ให้การหล่อเลี้ยงชีวิตแห่งความรู้สึก เปิดโอกาสให้เด็กได้แสดงออกและลงมือทำผ่านการคิด ความรู้สึก และพลังเจตจำนงของเขา ด้วยหลักสูตรที่ตอบรับกับความต้องการตามพัฒนาการและสภาวะดวงจิตของเด็กอย่างแท้จริง ในขวบปีนี้พวกเขาก็พร้อมที่จะก้าวผ่านธรณีประตูสู่ชีวิตในช่วงใหม่ของการเป็นผู้ใหญ่ การเรียนการสอนในปีนี้เรียกร้องให้เด็กใช้ความสามารถสำคัญสองประการของมนุษย์คือการคิดแบบเป็นตรรกะ เป็นเหตุเป็นผล และการใช้วิจารณญาณของแต่ละคนในการตัดสิน   พวกเขาได้พบตัวอย่างการต่อสู้ของมนุษยชาติที่ความสามารถสองประการนี้ต้องฝ่าฟันจนเผยตัวออกมาเป็นการปฏิวัติต่างๆ ของแต่ละชนชาติที่เกิดขึ้นทั่วโลกในวิชาประวัติศาสตร์

เด็ก ม.2 ต้องการการมีส่วนร่วมในการสอน เขาไม่ต้องการเป็นเพียงผู้รอรับการสอนจากครูหรือแผนการสอนที่วางไว้แล้ว พวกเขาโหยหาและต้องการสิ่งที่ท้าทาย พวกเขาจำเป็นต้องออกไปผจญโลก เพื่อค้นหาว่าสิ่งใดเขาทำได้และอะไรคือข้อจำกัดของเขา และเมื่อผ่านชั้นนี้ไป พวกเขาก็พร้อมที่จะเข้าสู่พัฒนาการขั้นใหม่ของชีวิตที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง

นอกจากนั้นความมั่นใจในตนเอง ความรับผิดชอบส่วนตัว และสำนึกในพันธะต่อโลกจะค่อยๆ ปรากฏออกมา

มัธยม

มัธยมในแนวทางการศึกษาวอลดอร์ฟ หมายถึง ม.3-ม.6 เด็กระหว่างวัย 14-21 ปี คือช่วงวัยรุ่นอย่างเป็นทางการ เด็กระยะนี้จะเรียนรู้ผ่านเชาวน์ปัญญา ก้าวจากระบบการคิดที่เป็นภาพมาสู่การคิดที่เป็นนามธรรม

จุดมุ่งหมายของการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนมีความสมดุลทางด้านความคิด ความรู้สึก และได้ลงมือทำ (ไม่ใช่แค่คิด) รวมถึงการรู้จักและเข้าใจตนเองรวมทั้งรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม เพื่อให้สามารถออกไปใช้ชีวิตในสังคมจริงได้อย่างมีความหมาย รู้เป้าหมาย และรู้หน้าที่ของตนเอง

เรียนรู้ผ่านเชาวน์ปัญญา คิดในสิ่งที่เป็นนามธรรมได้

ระหว่างวัย ๑๔-๒๑ ปีคือช่วงของวัยรุ่นอย่างเป็นทางการ ช่วงวัยรุ่นเด็กจะเรียนรู้ผ่านเชาวน์ปัญญา ก้าวจากการคิดที่เป็นภาพมาสู่การคิดที่เป็นนามธรรม ในระดับมัธยมเด็กจะมีวิธีการเรียนรู้ที่มีลักษณะเฉพาะแตกต่างกันไปในแต่ละคนมากขึ้น การเรียนการสอนจะมุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีมุมมองเกี่ยวกับตนเอง ชีวิต สิ่งแวดล้อม โลก และจักรวาลจากหลากหลายแง่มุม ผ่านการลงมือปฏิบัติและมีประสบการณ์จริงในเรื่องต่างๆ ที่เรียน รวมถึงได้สำรวจความถนัดและความสนใจของตนเอง 

เด็กวัยนี้จะมีประสบการณ์ต่อระดับต่างๆ ของอารมณ์มนุษย์ อุดมคติ เป้าหมาย ตลอดจนการแสดงออกของบุคลิกภาพ วิชาที่เรียนมาในชั้นเล็กๆ ซึ่งเคยเรียนรู้ผ่านความรู้สึก เรื่องเล่าเรื่องราว และจินตนาการ ในระดับมัธยมเด็กจะเรียนรู้ผ่านการลงมือทำ ทดลอง การวิเคราะห์แยกแยะ การคิดอย่างสร้างสรรค์และมีวิจารณญาณ แก้ปัญหาต่างๆ ได้ด้วยตัวเอง เด็กๆ จะได้เขียนรายงาน อภิปราย ทำโครงงานที่เปิดโอกาสให้พวกเขาได้สำรวจ ค้นหา ทดลองด้วยวิธีการต่างๆ เพื่อนำไปสู่ข้อสรุป การเรียนจะช่วยส่งเสริมทักษะในการดำเนินชีวิต ทักษะในด้านวิทยาการและเทคโนโลยีพื้นฐาน รวมถึงเปิดการรับรู้โลกและใคร่ครวญสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น

ละเอียดลึกซึ้งขึ้น

เด็กวัย ๑๕ ปีได้พัฒนาความคิดของเขา จากวัยเด็กที่การใช้ความคิดยังเกี่ยวพันกับความชอบไม่ชอบส่วนตัว เมื่อถึงวัยนี้ เขาจะค่อยๆ มีความคิดที่แจ่มชัด แต่ก็ยังเป็นความคิดที่ต้องการการฝึกฝนเพราะเขายังมีความคิดเป็นทวิลักษณ์ ขาว-ดำ ต่างกันชัดเจน การสอนเด็กโดยใช้งานศิลปะ Monotone ใช้สีขาว-ดำ และแสดงให้เห็น shade ต่างๆ ของดำ-เทา-ขาว ช่วยฝึกฝนให้เขาสามารถมองเห็นเฉดสี ส่งผลสู่การคิดที่มีความละเอียดและการมองเห็นสิ่งต่างๆ ตามความจริงอย่างที่มันเป็น

การสอนในวัยนี้จะท้าทายความคิดของเด็ก เช่นเดียวกันกับวิชาศิลปะ  วิชาดนตรี งานมือ และหัตถกรรม จะเน้นการพัฒนาทักษะความเข้าใจที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้น ผนวกความงดงามกับประโยชน์ใช้สอยจริง เป็นศิลปะแห่งชีวิตที่มีสุนทรียภาพ

ครูที่เชี่ยวชาญ

ระดับมัธยมปลายนี้จะมีครูหนึ่งหรือสองคนเป็นครูที่ปรึกษาคอยดูแลนักเรียนมัธยมในเรื่องทั่วๆ ไป นักเรียนไม่ได้มีครูประจำชั้นดูแลและสอนบทเรียนหลักดังเช่นแต่ก่อน แต่ละวิชาจะมีครูผู้ชำนาญการด้านนั้นๆ เป็นผู้สอน

ส่งเสริมวุฒิภาวะทางอารมณ์ ฉลาดคิดอย่างมีจริยธรรมและความงาม

ในช่วงวัยรุ่นเปลี่ยนผ่านสู่วัยผู้ใหญ่ เราจำเป็นต้องดูแลทั้งความสามารถในการใช้ความคิดเชาวน์ปัญญาเชิงนามธรรม ที่เต็มไปด้วยตรรกะและเหตุผล และชีวิตทางความรู้สึกที่ภาวะอารมณ์แปรปรวน ท่วมท้น สุดขั้ว  ให้เกิดสมดุล หลักสูตรต้องช่วยประคับประคองให้เด็กสามารถมีวุฒิภาวะทางอารมณ์ และใช้ความฉลาดคิดโดยไม่ละทิ้งคุณค่าของความงามและจริยธรรม

ระดับมัธยมปลายจะมีวิธีการเรียนรู้ที่มีลักษณะเฉพาะคนมากขึ้น การธำรงชั้นเรียนทั้งชั้นให้เป็นหน่วยเดียวกันเป็นการส่งเสริมความสามารถทางสังคมของเด็กวัยนี้

เด็กๆ ไปฝึกงาน