การเรียนที่สอดประสานทุกวิชาเข้าด้วยกัน

การเรียนการสอนมีจุดมุ่งหมายเพื่อซัพพอร์ตการเติบโตงอกงาม เสริมศักยภาพและอิสรภาพของเด็ก

แต่ละวิชาที่เด็กเรียนจะสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน ช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งในทุกมิติ ทัั้งสมอง (ผ่านความเข้าใจและการจดจำ) ในหัวใจ (ผ่านความรู้สึก) และในร่างกาย (ผ่านการลงมือทำด้วยตัวเอง) การเรียนรู้จึงซึมซาบผ่านสมอง หัวใจ และทั้งร่างกาย

ในแต่ละวิชาจะมีการบูรณาการหลายวิชาให้เชื่อมโยงกัน เป็นอีกลักษณะสำคัญของการจัดการเรียนการสอนในแนวทางวอลดอร์ฟ ช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางการเรียนรู้ของผู้เรียน โดยสอดคล้องกับพัฒนาการ รวมถึงได้สัมผัสประสบการณ์ความจริงของชีวิตในมิติต่างๆ ที่หลากหลายแต่ว่าเกี่ยวข้องสัมพันธ์กันด้วย เช่น ในวิชาเรขาคณิต ผู้เรียนอาจจะได้เรียนรู้ผ่านทั้งการวาดภาพ ระบายสีน้ำ งานปั้น เสียงดนตรีและการเคลื่อนไหวร่างกาย (เช่น ท่องสูตรคูณ ผ่านการเคลื่อนไหวร่างกาย) ซึ่งจะช่วยให้เด็กเกิดความเข้าใจได้อย่างลึกซึ้งในทุกมิติ ทัั้งสมอง (ผ่านความเข้าใจและการจดจำ) ในหัวใจ (ผ่านความรู้สึก) และในร่างกาย (ผ่านการลงมือทำด้วยตัวเอง) การเรียนรู้จึงซึมซาบผ่านสมอง หัวใจ และทั้งร่างกาย

ประสานสู่เนื้อตัวเด็ก

ซึ่งท้ายที่สุดจะก่อเกิดเป็นองค์ความรู้ของเด็กในแต่ละคนเองในภายหลัง การจัดการสอนในลักษณะนี้ช่วยให้เกิดประสิทธิภาพดีกว่าการที่เรียนแต่ละวิชาแยกจากกัน ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน การเรียนแบบนี้ช่วยให้มองเห็นการเชื่อมโยงและคิดหลายๆทางได้ดีกว่า ได้ฝึกฝนส่งเสริมการดูมุมมองที่หลากหลาย รอบด้าน และยืดหยุ่น ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่จำเป็นต่อการใช้ชีวิต

ศิลปะเป็นฐาน

วัฒนธรรมของมนุษย์มีศิลปะเป็นรากฐาน คนเราชอบความสุนทรีความงามมากกว่าที่ที่ไม่มีความงามและแห้งแล้ง บ้านสองหลังที่มีโครงสร้างเหมือนกัน ราคาเท่ากัน เราย่อมเลือกบ้านที่สวยงามสำหรับเรามากกว่า เมื่อถึงเทศกาลคริสต์มาส สถานที่ต่างๆ ก็ประดับประดา และเปิดเพลงให้ได้บรรยากาศของคริสต์มาส นี่คือความหมายของสุนทรียะและความงามที่เราพูดถึง และแน่นอนว่าสุนทรียะย่อมส่งผลถึงจิตใจ ช่วงคริสต์มาสแม้จะหนาวเย็นแต่รู้สึกอบอุ่นเป็นพิเศษ ช่วงปีใหม่บรรยากาศจะสว่างไสว จิตใจเหมือนมีดวงตะวันส่องประกาย พร้อมเริ่มต้นใหม่

การศึกษาวอลดอร์ฟจึงให้ความสำคัญต่อศิลปะ ไม่น้อยไปกว่าคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ในโรงเรียนวอลดอร์ฟศิลปะไม่ใช่วิชาเสริม หรือมีไว้เฉพาะสำหรับเด็กที่มีความสามารถทางด้านนี้ แต่เด็กทุกคนจะได้สัมผัสถึงศิลปะ วาดรูป ปั้น เล่นดนตรี ร้องเพลง แต่งกลอน ทำงานฝีมือกันเป็นปกติเช่นเดียวกับการอ่าน เขียน คำนวณ ในชั้นมัธยมเราไม่ได้แยกให้เรียนสายวิทย์สายศิลป์ เพราะพื้นฐานของมนุษย์ควรจะรอบด้าน โตขึ้นไปเป็นวิศวกรหรือนักธุรกิจก็จะมีศิลปะในหัวใจ เช่นเดียวกับเป็นนักดนตรีหรือกวีที่เข้าใจหลักวิทยาศาสตร์ เป็นคนที่มองได้รอบด้าน ไม่ได้มองได้แค่ด้านเดียวแบบแห้งๆ และในระยะหลังนี้วงการศึกษาทั่วไปเริ่มยอมรับว่า ศิลปะเป็นส่วนสำคัญสำหรับการศึกษาที่รอบด้าน สมดุล และมีส่วนช่วยในการเรียนวิชาการด้วย

เล่นดนตรี

ประสบการณ์ดนตรีที่ดี

ตอนอนุบาลเด็กๆ จะได้มีประสบการณ์ดนตรีผ่านเพลงที่ครูร้อง ผ่านการเคลื่อนไหว และกิจกรรมวงกลม แม้ว่าเด็กอาจจะไม่ได้ทำตามหรือร้องตามทั้ังหมด แต่เด็กจะได้อยู่ในบรรยากาศดนตรีที่มีความสุข มีเสียงร้องเพลงจากความรักและอบอุ่น

เริ่มเรียนดนตรี

เมื่อถึงระดับชั้น ป.1 เทอม 2 เด็กๆ จะได้เริ่มฝึกเป่าขลุ่ยผ่านการเลียนแบบครู ครูจะเป่าขลุ่ย เด็กจะเทียบเสียงด้วยหูตัวเองแล้วเป่าตาม ไม่ได้ใช้ทฤษฎีนำ แต่ใช้การปฏิบัตินำ แล้วค่อยเสริมด้วยทฤษฎี โดยเป็นการเรียนทฤษฎีดนตรีอย่างมีจินตนาการ ไม่แห้งแล้ง เช่น เมื่อขึ้นภูเขาสูง เสียงก็สูงขึ้น ลงภูเขา เสียงก็ต่ำลง จากภาพนี้ก็แปรเปลี่ยนมาเป็นบรรทัด 5 เส้น เด็กก็จะเข้าใจได้ทั้งเนื้อทั้งตัว

นอกจากเด็กจะได้รับประสบการณ์ที่มีความสุข สนุกสนานในดนตรีแล้ว การเรียนดนตรีในแนวนี้ยังช่วยให้เด็กรู้สึกมั่นใจในตัวเองว่าทำได้ เพราะจะค่อยๆ สอน ไม่เร่งเรียน เราเรียนดนตรีเพื่อซัพพอร์ตเด็กทั้งด้านพัฒนาการและจิตวิญญาณ เครื่องดนตรีบางชิ้นก็เหมาะกับเด็กบางวัย การเล่นเครื่องดนตรีบางชิ้นก่อนวัยจะทำให้เกิดผลเสียได้ ที่ให้เด็กเรียนดนตรีไม่ได้เรียนเพื่อให้เล่นเป็น แต่เด็กก็จะเล่นเป็นจากการมีความสุขในการเรียน ให้เด็กมีดนตรีในหัวใจ มีศิลปะในหัวใจ

ประสาน

เด็กจะเรียนเป่าขลุ่ยไปจนถึงชั้น ป. 3
เมื่อถึง ป.4 หรือ ป.5 จะได้เรียนอังกะลุง ซึ่งเป็นเครื่องที่ให้เสียงโน้ตเดียวในหนึ่งเครื่อง หากจะเล่นเป็นเพลง ต้องอาศัยความสมัครสมานสามัคคีเล่นด้วยกันทั้งวง ถึงจะออกมาเป็นเพลงที่คุ้นเคยกัน เมื่อคุ้นเคยกับอังกะลุงแล้ว ก็จะเพิ่มเครื่องดนตรีพื้นเมืองขึ้นมาอีกหนึ่งเครื่อง และเครื่องสายทางตะวันตกด้วย

เมื่อถึง ป.6 เด็กจะได้เริ่มเล่นเครื่องสายแบบรวมวง เช่น ไวโอลิน วิโอล่า เชลโล

ส่งเสริม

ผู้ปกครองสามารถส่งเสริมเด็กในด้านดนตรีได้ตั้งแต่อนุบาล ด้วยการรักษาหูและจิตวิญญาณของเด็กไว้ ไม่พาไปยังที่ที่มีเสียงอึกทึก ไม่เปิดเพลงเสียงดัง เพื่อให้ความสามารถในการฟัง การสัมผัสถึงความละเอียดอ่อนของเสียง ความถี่ และพลังยังคงอยู่ในตัวเด็ก

เข้าค่าย / เดินป่า / ทัศนศึกษา

ทั้งการเดินป่าและการเข้าค่ายเป็นกิจกรรมเพื่อให้นักเรียนได้เรียนรู้นอกสถานที่ ถือเป็นกิจกรรมสำคัญกิจกรรมหนึ่งของหลักสูตร เด็กจะได้เปิดประสบการณ์การเรียนรู้ ช่วยให้เด็กได้ลองเผชิญอุปสรรค เรียนรู้ ก้าวข้าม เรียนรู้เรื่อยๆ ในระหว่างทาง จนไปถึงจุดหมาย โดยมีครูคอยดูแลความปลอดภัย สัมผัสน้ำเย็น อากาศที่ร้อน มีลมสัมผัสผิว บางก้าวก็ขรุขระ เหยียบก่อนหินเล็กใหญ่ไม่เท่ากัน ได้ทรงตัว เอาเท้าจุ่มน้ำบ้าง เป็นการเรียนรู้ด้วยเนื้อด้วยตัวไปตลอดทาง

เทศกาล

ความเคารพนบนอบ พิธีกรรม และจังหวะ (Reverence, Ritual, Rhythm) จะถูกปลูกฝังและบ่มเพาะในตัวเด็กผ่านเทศกาลและการเฉลิมฉลองในแต่ละช่วงปี

ความเคารพนบนอบ พิธีกรรม และจังหวะ

ในแต่ละช่วงปีจะมีเทศกาลและการเฉลิมฉลองต่างๆ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการศึกษาวอลดอร์ฟ ความเคารพนบนอบ พิธีกรรม และจังหวะ (Reverence, Ritual, Rhythm) จะถูกปลูกฝังและบ่มเพาะในตัวเด็กผ่านเทศกาลเหล่านี้ การศึกษาวอลดอร์ฟให้ความสำคัญกับเทศกาลและการเฉลิมฉลอง ไม่ใช่เพียงเพราะเป็นการอนุรักษ์ประเพณีดั้งเดิม หรือเพื่อจุดประสงค์ทางศาสนาใดศาสนาหนึ่ง แต่เพราะเป็นการหล่อเลี้ยงดวงจิตของแต่ละคน และนำพาคนในชุมชนให้มาร่วมกันอย่างมีความหมาย

เชื่อมตัวเรากับโลกภายนอก

เทศกาลเป็นการเฉลิมฉลองฤดูกาลต่างๆ ในปีหนึ่งๆ และเป็นการเชื่อมเราเข้ากับโลกรอบตัวเรา เทศกาลเชื่อมโยงกับจังหวะของธรรมชาติในแต่ละปี ซึ่งจังหวะนี้จะช่วยเสริมสร้างกายเนื้อของเด็กให้แข็งแรงขึ้น เทศกาลยังเป็นการฉลองกันมาร่วมกันของพลังแห่งพื้นโลกและพลังของจักรวาล เป็นการฉลองความกลมกลืนระหว่างโลกกับจักรวาล ระหว่างวัตถุกับดวงจิต เป็นโอกาสให้เด็กและผู้ใหญ่ได้สัมผัสรับรู้อีกครั้งถึงความสัมพันธ์ของตนกับโลกใบนี้ รวมถึงความสัมพันธ์ของตนกับดวงตะวัน ดวงจันทร์ และดวงดาว

ครูประจำชั้นจะพาเด็กๆ ไปสู่บรรยากาศของเทศกาลแห่งชีวิต สัมผัสกับจิตวิญญาณที่อยู่เบื้องหลังฤดูกาลต่างๆ ที่เปลี่ยนผ่านไปในแต่ละปี ผ่านเรื่องเล่า ตำนาน นิทาน บทเพลงที่เหมาะสมกับเด็กแต่ละวัย และผ่านบรรยากาศการเฉลิมฉลองที่เต็มไปด้วยความสุขและความเคารพนบนอบ

ตรุษจีน – Chinese new year

มกราคม – January

เพาะปลูก – Cultivation

ยี่เป็ง – Yeepeng/Loy kratong

พฤศจิกายน – November

ให้และขอบคุณ

ธันวาคม – December

เกือบ 10 ปีที่แล้ว ตอนที่เราย้ายมาอยู่ที่นี่ใหม่ๆ ในพื้นที่ที่ยังเป็นสวนมะม่วง สวนลำไย ยังไม่มีอะไร และยังไม่มีห้องเรียน เราได้รับความอนุเคราะห์ การสนับสนุนช่วยเหลือจากญาติ พี่น้อง เพื่อนฝูง กัลยาณมิตร และผู้ใหญ่ใจดี ที่มีความหวังและเชื่อมั่นในสิ่งที่เราตั้งใจจะทำ จนเกิดบ้านไม้ไผ่ กับบ้านทราย ซึ่งเป็นอาคารเรียนหลังแรกๆ และทำให้เราสามารถเริ่มเปิดสอนได้ในปีนั้น เราจึงอยากจะขอบคุณทุกๆ พลังแรงใจ แรงกาย แรงศรัทธาและแรงทรัพย์ ที่ทำให้โรงเรียนเริ่มเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมา เรารู้ดีว่าลำพังครูและผู้ปกครองคงไม่สามารถย้ายสถานที่ และจัดการเรียนการสอนในที่ใหม่ได้ในเวลาสั้นๆ การศึกษาของเราเป็นไปได้ด้วยพลังชุมชน ตรงกับที่เราตั้งปณิธานไว้ว่าเราอยากจัดการศึกษาที่สมดุลเพื่อชุมชนของเรา

งานให้และขอบคุณ เราจัดขึ้นเพื่อ”ขอบคุณ” ทุกคน และทุกๆ แรงพลังที่สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนของเรา รวมถึงขอบคุณสมาชิกในชุมชน ครูผู้ปกครองและนักเรียนต่างขอบคุณกัน พ่อแม่ลูกต่างขอบคุณกัน ทุกๆ สิ้นปีในเดือนธันวาคม มีงานให้และขอบคุณเพื่อมอบความหวังดี ความรัก ความเมตตาให้แก่กัน เป็นการ “ให้” สิ่งดีๆ เป็นของขวัญกลับไปแทนคำขอบคุณ

เทศกาลฤดูหนาว

ธันวาคม – December