หัวใจของ
การศึกษาวอลดอร์ฟ
หัวใจของการศึกษาวอลดอร์ฟ
สุนทรียภาพ ศิลปะ และจินตนาการ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเรียนรู้ ต่อพัฒนาการ และต่อความเจริญงอกงามในจิตใจเด็ก
ในทุกวิชาที่สอนจึงมีศิลปะสอดประสานอยู่อย่างกลมกลืน
สุนทรียภาพ ศิลปะ
การศึกษาวอลดอร์ฟให้ความสำคัญกับสุนทรียภาพ ศิลปะ และจินตนาการ คือ เป็นปัจจัยสำคัญต่อการเรียนรู้ พัฒนาการ และความเจริญงอกงามในจิตใจเด็ก
การจัดสภาพแวดล้อมและอาคารสถานที่จึงโอบอุ้มด้วยธรรมชาติ รายล้อมด้วยต้นไม้ ดอกไม้ ผืนหญ้า กองทราย สายน้ำ สัมผัสได้ถึงสายลม ได้รับแสงจากดวงอาทิตย์ สภาพแวดล้อมเช่นนี้จะช่วยให้เด็กรู้สึกสงบ มีสมาธิ เอื้อต่อการเรียนรู้ที่ดีทั้งโลกภายนอก และโลกที่อยู่ภายในตนเอง




จินตนาการ
เราเปิดโอกาสให้เด็กได้ใช้จินตนาการของตนเองตามวัยอย่างเหมาะสม เด็กอนุบาลเล่นของเล่นจากวัสดุธรรมชาติหรือของเล่นทำมือที่ไม่สำเร็จรูป เช่น ท่อนไม้ ก้อนหิน เมล็ดพืช ผ้าฝ้าย ตุ๊กตาจากผ้าเช็ดหน้า เพื่อเปิดพื้นที่ให้จินตนาการของเด็กได้ทำงาน และพัฒนาจินตนาการให้แข็งแรง ในขณะที่ของเล่นสำเร็จรูปที่ตกแต่งมาสำเร็จแล้วจะเหลือพื้นที่ให้เด็กพัฒนาจินตนาการได้น้อย
ครูอนุบาลเล่านิทานเทพนิยายให้เด็กฟังด้วยปากเปล่า บางครั้งอาจมีหุ่นง่ายๆ ประกอบการเล่า (นิทานภาพ หรือหุ่นที่มีหน้าตา เป็นสิ่งที่คนอื่นคิดมาให้แล้ว จินตนาการของเด็กจึงถูกจำกัดลง) ไม่มีการเปิดเทปนิทาน เพราะภาษาและเสียงจากสื่ออิเล็กทรอนิกส์เป็นภาษาที่ไม่มีชีวิต และไม่สามารถส่งพลังสั่นสะเทือนเข้าไปกระตุ้นการตอบสนองที่ละเอียดอ่อนภายในของเด็กได้ดีเท่าภาษาพูดและน้ำเสียงของครูที่อยู่ตรงหน้า
ด้วยเหตุนี้ โรงเรียนวอลดอร์ฟจึงไม่สนับสนุนการเรียนรู้ผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ โดยเฉพาะในเด็กปฐมวัยและประถมศึกษา (ป.1-ม.2) เนื่องจากสื่อเหล่านี้ปิดกั้นจินตนาการของเด็ก และยังกระทบต่อพัฒนาการทางร่างกาย และการสัมผัสรับรู้อันกว้างไกลและละเอียดอ่อนของเด็ก และหลายครั้งยังมีเนื้อหาที่ไม่เหมาะสมกับเด็กอีกด้วย
ที่มาของการศึกษาวอลดอร์ฟ
โรงเรียนวอลดอร์ฟแห่งแรกถือกำเนิดขึ้นภายหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 ซึ่งเป็นช่วงที่ชาวเยอรมันรู้สึกเจ็บปวดกับสงครามที่เพิ่งผ่านไปเป็นอย่างมาก นักคิดและปัญญาชนจำนวนไม่น้อยต่างมุ่งแสวงหาแนวทางที่จะเปลี่ยนแปลงสังคม ขจัดความโหดร้ายทารุณต่อมนุษยชาติให้หมดสิ้นไป และหนึ่งในนั้นก็คือนักอุตสาหกรรมหัวก้าวหน้า เอมิล มอลต์ เจ้าของโรงงานยาสูบวอลดอร์ฟ-แอสโทเรีย ในเมืองสตุทการ์ด ในปีค.ศ 1919 เขาได้เชิญรูดอล์ฟ สไตเนอร์ นักปรัชญาชาวออสเตรียที่มีชื่อเสียงในขณะนั้นมาบรรยายเรื่อง “การศึกษาและการสร้างสังคมใหม่” ให้คนงานฟัง
“โรงเรียนแบบนี้จะมีขึ้นเพื่อลูกของพวกเราได้หรือไม่”
จากบทบรรยายนั้นได้สร้างความประทับใจให้กับเหล่าคนงานจนเกิดคำถามว่า “โรงเรียนแบบนี้จะมีขึ้นเพื่อลูกของพวกเราได้หรือไม่” มอลต์จึงขอร้องให้สไตเนอร์ช่วยเปิดโรงเรียนขึ้นตามปรัชญาของเขา ที่ชื่อว่า Anthroposophy หรือมนุษยปรัชญา เพื่อเป็นสถานศึกษาสำหรับลูกหลานคนงานในโรงงาน ในเดือนกันยายนปีเดียวกันนั้นโรงเรียนวอลดอร์ฟแห่งแรกซึ่งไม่มีการเก็บค่าเล่าเรียนได้ถือกำเนิดขึ้น โดยเปิดขึ้นพร้อมนักเรียน 300 คน ใน 8 ระดับชั้นเรียน มีคนมากมายที่เห็นด้วยกับแนวคิดของการศึกษานี้ จึงมีการตั้งโรงเรียนวอลดอร์ฟในหลายประเทศ โดยปัจจุบันมีโรงเรียนวอลดอร์ฟหรือโรงเรียนสไตเนอร์ กว่า 1,000 แห่งใน 50 ประเทศทั่วโลก
กระบวนการเรียนรู้ของเด็ก
สไตเนอร์เชื่อว่ากระบวนการเรียนรู้ในวัยเด็กนั้นแตกต่างจากผู้ใหญ่ เพราะเด็กมีทัศนะและวิธีการมองโลกที่ต่างออกไป หากเราละเลยความสำคัญของสิ่งนี้ แล้วแทนที่ด้วยการใช้ทัศนะแบบผู้ใหญ่ อันเป็นทัศนะที่เน้นความสำคัญกับการเรียนรู้ทางเชาวน์ปัญญา จะส่งผลเสียต่อความสามารถในการพัฒนาตนเองขึ้นมาเป็นมนุษย์ที่สมดุล
แนวคิดด้านมนุษยปรัชญาของสไตเนอร์นี้ สามารถปรับใช้ได้กับทุกบริบทของการดำเนินชีวิต และเป็นพื้นฐานสำคัญในการทำงานของครูด้วย หลักสูตรการเรียนการสอนจึงถูกออกแบบผ่านมุมมองของปรัชญานี้ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของเด็กในแต่ละวัย
พัฒนาการตามวัย
ด้วยแนวคิดดังกล่าวทำให้เด็กนักเรียนในโรงเรียนวอลดอร์ฟเริ่มอ่านหนังสือช้ากว่าเด็กวัยเดียวกันในโรงเรียนระบบการศึกษาหลัก นั่นเพราะเด็กนักเรียนวอลดอร์ฟไม่ได้ถูกเร่งรัดให้อ่านเขียน เพื่อแสดงให้คนอื่นได้รู้หรือให้ผู้ปกครองมั่นใจว่าเด็กคนนี้เรียนรู้ได้เร็ว เด็กแต่ละคนมีช่วงเวลาที่เหมาะสมของตนเอง หากเด็กได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดี เอื้อต่อการเรียนรู้ มองเห็นหนังสืออยู่รายรอบตัว และมีประสบการณ์ที่ครูหรือผู้ปกครองอ่านหนังสือนิทานให้ฟังเป็นประจำ เมื่อถึงเวลาที่กำหนดอยู่ภายใน เด็กจะหยิบหนังสือขึ้นมาอ่านเอง ซึ่งวิธีนี้จะทำให้เด็กพัฒนาการอ่านได้ดีและรักการอ่านด้วย
ผู้ใหญ่วางใจ
หากผู้ใหญ่ไม่คาดหวัง ไม่กดดัน ไม่เปรียบเทียบการอ่านของลูกตัวเองกับเด็กในระบบการศึกษาหลักที่เรียนการอ่านมาก่อน เด็กก็จะพัฒนาตัวเองตามวัยได้อย่างเบาสบาย และเมื่อถึงเวลาที่เด็กเข้าสู่บทเรียนการอ่าน เด็กจะกระตือรือร้น กระหายที่จะอ่านเอง โดยผู้ใหญ่ไม่ต้องคอยผลักดันหรือเคี่ยวเข็ญให้อ่านหนังสือต่างๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่พ่อแม่จะต้องเข้าใจ ยอมรับ และรอเวลาที่เด็กพร้อมจะอ่านได้
แนวคิดพื้นฐานของการศึกษาวอลดอร์ฟ
สไตเนอร์ได้แบ่งพัฒนาการตลอดช่วงชีวิตมนุษย์เป็นช่วงละ 7 ปี คือ 0-7, 7-14, 14-21, 21-28, ไปเรื่อยๆ
ซึ่งช่วงที่เด็กมีพัฒนาการในระบบการศึกษา คือ ตั้งแต่แรกเกิดถึงอายุ 21 ปี การศึกษาที่ดีควรต้องตอบรับพัฒนาการของเด็กในแต่ละช่วงวัย เพื่อช่วยให้เด็กๆ เกิดพลังที่จะเติบโตงอกงามเป็นคนที่มีอิสรภาพ เด็กๆ ได้รับการดูแลหล่อเลี้ยงทั้งทางกายภาพ มิติอารมณ์ความรู้สึก และความต้องการเชิงจิตวิญญาณ
ที่นี่ พวกเขาจะได้รับการศึกษาทั้งในแง่ของการลงมือทำและในแง่ของสติปัญญา (ได้เรียนรู้ทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ) ผ่านหลักสูตรการเรียน สภาพแวดล้อม และบรรยากาศในการเรียนรู้แบบธรรมชาติ หัวใจหลักของการศึกษาวอลดอร์ฟ คือ การศึกษาเป็นศิลปะ (Education is an Art.) ไม่ว่าวิชาที่สอนนั้นจะเป็นคณิตศาสตร์ ประวัติศาสตร์ หรือฟิสิกส์ จะแฝงด้วยความละเอียดอ่อน ความงาม ส่งเสริมการเรียนรู้ได้ดี
ภาพรวมของหลักสูตร
ภาพรวมของหลักสูตรทั้งหมดนั้น เป็นภาพของการทำงานร่วมกันและสอดประสานกันอย่างลงตัวและสวยงามของวิชาต่างๆ เรื่องที่นักเรียนเรียนในบทเรียนหลัก ปรากฏขึ้นอีกครั้งผ่านกิจกรรมที่เด็กทำในช่วงบ่าย เช่น ในบทเรียนหลักของ ป.๔ จะเรียนเรื่องเล่าของตำนานเทพเจ้านอร์ส เด็กจะได้เรียนรู้การทำตามหน้าที่ของตนเอง รวมถึงทุกอย่างสูญสลายและสร้างขึ้นใหม่ได้ ซึ่งสอดคล้องกับการเติบโตของเด็กในวัยนี้ แล้วในวิชาวาดเส้นก็ปรากฏเป็นภาพวาดลายเงื่อนของ Celtic ชนเผ่าผู้นับถือเทพเจ้านอร์ส และได้ร้องเพลง Celtic เป็นการซึมซับจิตวิญญาณของบุคคลและบรรยากาศในเรื่องราวที่ได้ฟังไป ในการเรียนเด็กจะได้ซึมซับหลากหลายแง่มุมของเรื่องเล่าหรือวิชานั้นๆ ซึ่งจะประทับอยู่ในใจเด็กได้ดี
งานหัตถกรรม งานไม้ และงานศิลปะอื่นๆ ไม่ได้ถูกมองเป็นวิชาเสริมอันแยกขาดออกจากหลักสูตรหลัก หรือเป็นวิชาที่ไม่มีความสำคัญ หรือเป็นเพียงวิชาเลือก แต่เป็นส่วนสำคัญในฐานะที่แต่ละวิชามีส่วนช่วยเติมเต็มให้หลักสูตรในแต่ละขวบปีของนักเรียนครบถ้วนสมบูรณ์
ครูประจำชั้น
อนุบาล
ลักษณะที่สำคัญประการหนึ่งของการศึกษาวอลดอร์ฟ คือ การให้ความสำคัญต่อความสัมพันธ์ระหว่างครู เด็กนักเรียน และผู้ปกครอง ผ่านแต่ละขวบปี เราเชื่อว่าความไว้วางใจและความเข้าอกเข้าใจจะเติบโตได้ผ่านการหล่อเลี้ยงด้วยความสม่ำเสมอ จากการมีครูประจำชั้นคนเดิมและเพื่อนร่วมห้องกลุ่มเดิม ด้วยเหตุนี้เด็กอนุบาลแต่ละห้องจะมีเด็กอายุตั้งแต่ 3 ขวบครึ่งถึง 6 ขวบอยู่ด้วยกันในห้องเดียวกับครูคนเดิมเป็นเวลา 2-3 ปี ก่อนขึ้นชั้นประถม 1
ประถม
ในระดับประถมศึกษา หากเป็นไปได้ครูประจำชั้นจะสอนเด็กๆ กลุ่มเดิมไปตลอด 8 ปี กล่าวคือ ครูเลื่อนชั้นไปตามเด็กๆ เด็กจะอยู่กับครูประจำชั้นคนเดิมไปตลอด 8 ปี (ในแนวการศึกษาวอลดอร์ฟ ระดับประถมศึกษาคือตั้งแต่ ป. 1 ถึง ม.2)
เวลาแต่ละปีเป็นช่วงเวลาที่ครูจะใช้เพื่อทำความรู้จักนักเรียนในชั้นและเพื่อที่นักเรียนจะได้รู้จักและไว้วางใจในครูของพวกเขา สำหรับเด็กๆ เวลาแต่ละปีในระดับประถมนั้นหมายถึง พัฒนาการของสภาวะสำนึกของพวกเขาจะสอดคล้องกับสภาวะสำนึกของมนุษยชาติในประวัติศาสตร์ ซึ่งค่อยๆ เปิดคลี่ออกผ่านยุคสมัยต่างๆ และเด็กก็จะได้เรียนประวัติศาสตร์ที่สอดคล้องกับตัวเขาในแต่ละวัย เช่น
- ในยุคอินเดียโบราณที่มนุษย์เป็นหนึ่งเดียวกันกับธรรมชาติและจักรวาล ผู้คนดำรงอยู่โดยมิได้แยกขาดโลกกายภาพจากโลกจิตวิญญาณเบื้องบน เช่นเดียวกับที่เด็กประถมต้น ป.1-2 รู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับสิ่งรอบตัว เทพนิยายเป็นจริงสำหรับพวกเขา สรรพสิ่งมีตัวตน ต้นไม้ สัตว์ ก้อนหินมีชีวิต พูดจาได้
- หรือในยุคกรีกที่มนุษย์เริ่มมาดำรงอยู่บนโลกมากขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างโลกกายภาพกับโลกเบื้องบนห่างออกจากกัน มนุษย์ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเทพ หรืออำนาจลี้ลับเหมือนยุคก่อนหน้า หากแต่สามารถใช้ความคิดของตัวเองตัดสินใจในการกระทำได้โดยอิสระ เทียบได้กับเด็กในวัยเริ่มเข้าวัยรุ่นประมาณ 12-13 ปี เมื่อพวกเขาเริ่มมีความสามารถในการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล ต้องการทำอะไรๆ ด้วยตนเอง ไม่ได้ฟังหรือยอมตามง่ายๆ เหมือนแต่ก่อน
หลักสูตรได้ถูกออกแบบเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของสภาวะสำนึกนี้ และสำหรับครูแล้วการเดินทางผ่านเวลา 8 ปี ก็เป็นหนทางการพัฒนาภายในของครูด้วย เพราะครูประจำชั้นจะมีประสบการณ์ต่อพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของเด็ก ในขณะเดียวกันเด็กๆ จะเรียกร้องการปรับเปลี่ยนและการพัฒนาภายในของครูเช่นกัน เพื่อให้สามารถเข้าใจและตอบรับพวกเขาได้เสมอ
ครูประจำวิชา
วัยรุ่น ม.3 – ม.6 : ต้องการครูที่เชี่ยวชาญ
เมื่อก้าวเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น อัตลักษณ์ของเด็ก (Ego/ปัจเจก) จะมีประสบการณ์ใหม่ คือ การพบกับอิสรภาพส่วนบุคคล (Personal Freedom) และการให้การศึกษาในช่วงนี้ต้องเน้นการเปิดเพื่อให้เด็กได้พบพลังงานใหม่ๆ โรงเรียนวอลดอร์ฟในระดับมัธยมศึกษา (ม.3-ม.6) ครูประจำชั้นจะถูกแทนที่ด้วยครูประจำวิชา เนื่องจากในเด็กวัยนี้ต้องการครูที่มีทักษะเชี่ยวชาญมีความชำนาญในวิชาความรู้นั้นจริงๆ ครูมัธยมจะเป็นผู้ซึ่งเชี่ยวชาญเฉพาะในสาขาวิชานั้นๆ การเรียนการสอนเริ่มนำไปสู่ความเข้าอกเข้าใจในเชิงเหตุผลและการใช้ความคิดไตร่ตรอง รวมถึงความคิดมุมมองในเชิงปรัชญาต่อโลกทั้งหมด สิ่งที่เด็กเคยได้สัมผัสมาก่อน ภาพที่มีความงดงามเชิงศิลปะในระดับประถม มาในวัยนี้ได้ถูกพิจารณาใหม่ ผ่านการวิเคราะห์และทำงานกับเรื่องนั้นๆ ด้วยพลังใหม่ของเด็กแต่ละคนเอง คือการใช้เหตุผลเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจ
