เข้าใจการเรียนรู้ของเด็กประถม 3

เข้าใจการเรียนรู้ของเด็ก ป. 3

ในชั้นประถม 3  เป็นจุดเปลี่ยนของเด็กวัย 8-9 ขวบ  ที่จะรู้สึกว่าตัวเองไม่ใช่สิ่งเดียวกับโลกอีกต่อไป  เราคือเรา  เป็นอิสระ  และเริ่มตั้งคำถาม  สิ่งที่ไม่เคยสงสัยมาก่อน  เช่น  พ่อแม่เป็นพ่อแม่เราจริงหรือเปล่า  ทำไมจึงเรียกว่าต้นอ้อ  สนใจทุกสิ่งที่เป็นการลงมือทำ  เช่น   รองเท้าทำมาจากอะไร  และมีประสบการณ์ในระดับจิตวิญญาณเช่นเดียวกับเด็ก 3 ขวบ  เมื่อเริ่มกล่าวถึงตัวเองว่า “ ฉัน”  เมื่อตัวตนของเด็กยังไม่เกิดอย่างสมบูรณ์  เด็กจะรู้สึกถึงความทุกข์ของการอยู่คนเดียว  เหงา  เช่นเดียวกับความพอใจที่ได้อยู่ตามลำพัง  รู้ว่าความตายคืออะไร  รู้สึกถึงความไม่แน่นอน  ความสัมพันธ์กับธรรมชาติ  กับสิ่งที่ดำรงอยู่ตลอดกาล  ความสัมพันธ์กับผู้อื่นและกับตัวของเราเอง  เด็ก 9 ขวบแบ่งขั้วตรงข้ามอย่างชัดเจน  ระหว่างพระเอกกับผู้ร้าย  ดี เลว  เด็กมีคำถามในใจว่า  “ ฉันคือใคร”  เป็นช่วงเวลาของความยุ่งยาก  และอาจก่อให้เกิดการก้าวออกนอกลู่ทาง  หรือเกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์  เด็กที่ไม่ได้รับความอบอุ่นพอ  จะแสวงหาความสำเร็จจากภายนอก  บางครั้งอาจหลงผิดใช้ความรุนแรง  ปราศจากการยั้งคิดในการทำงานและการใช้ชีวิต  เด็ก 9 ขวบจำเป็นต้องมีใจที่สงบ  เข้มแข็ง  มีความคิดที่ชัดเจน  สามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้

วัยเด็กที่สดใสจบสิ้นลงแล้ว จินตนาการอันเพริศแพร้วเป็นเพียงอดีตเท่านั้น เด็กได้ลงมาสู่โลกอย่างแท้จริง โลกภายในและภายนอกที่เคยเป็นหนึ่งเดียวกัน  บัดนี้กลับขาดสะบั้นลง กลายเป็นสองโลกที่แยกจากกันโดยสิ้นเชิงภาวะโดดเดี่ยว หวาดกลัว ลังเลกับสิ่งใหม่ที่เกิดขึ้นซึ่งเด็กวัยนี้ต้องเผชิญนั้น การศึกษาดูแลเขาโดยการเล่าการกำเนิดโลกจากตำนานต่าง ๆ เพื่อให้เด็กมั่นใจและรู้ที่มาที่ไปว่ามนุษย์เป็นใคร บทเรียนเรื่องการทำนา การเลี้ยงสัตว์ที่ทำให้เด็กได้เชื่อมโยงกลับสู่พื้นโลกอีกครั้ง  บทเรียนเรื่องการชั่งตวงวัด เรื่องของเวลาและนาฬิกา เรื่องของระบบเงินตรา เหล่านี้ล้วนทำให้เขารู้ว่า มนุษย์มีความสามารถ มีศักยภาพที่จะทำอะไรได้บ้าง เพื่อให้ตนอยู่รอดและเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น ซึ่งตัวเขาเองก็ทำได้เช่นกัน

ในชั้นเรียนประถม 3 ครูมีการเล่านิทานพระคัมภีร์เก่า ตำนานของบุคคลต่างๆ เช่น กำเนิดโมเสส จะให้เนื้อหาที่เสริมจินตนาการและพื้นฐานจริยธรรม  เด็กจะเข้าใจถึงสิ่งที่เป็นนิรันดร์  และพบความสัมพันธ์กับตัวเองและผู้อื่นผ่านการแสดงละครในนิทาน 

กิจกรรมวงกลมช่วงเช้าก่อนเริ่มเข้าสู่บทเรียนหลัก  ทุกเช้าเด็กๆจะท่องบทกลอนเปิดวัน  ร้องเพลงที่มีความหมายและความงดงามทางภาษา  หรือท่องบทกลอน  เพื่อเป็นการพัฒนาการใช้ภาษา และอารมณ์ความรู้สึก  เรียนรู้จังหวะ  พร้อมกับการเคลื่อนไหวร่างกาย  การตบมือ  ย่ำเท้า  แล้วจึงนำสู่บทเรียนวิชาหลัก

การเรียนในวิชาต่างๆ

ภาษาไทย

เด็กเริ่มเรียนอ่านและเขียนไทยเพิ่มมากขึ้น เริ่มหัดอ่านหนังสืออย่างจริงจังจากแบบฝึกหัด นิทานง่ายๆ หรือเรื่องสั้นๆ ที่มีภาษางดงาม รวมทั้งฝึกการค้นหาคำศัพท์ในแต่ละตัวอักษรมาเขียนเป็นการสะสมคำศัพท์ร่วมกันทั้งห้อง เริ่มเรียนรู้ความแตกต่างของคำ เช่น คำนาม คำกิริยา คำวิเศษณ์ เป็นต้น

ในทัศนะของศูนย์การเรียนอาภา คือ เราควรให้ความเคารพต่อพัฒนาการทั้งภายใน (จิตใจ) และภายนอก (สภาพร่างกาย) ของเด็ก ด้วยการเลือกสรรกิจกรรมและวัสดุอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอนที่เหมาะสม ที่เด็กแต่ละคนจะสามารถมีส่วนร่วมได้ตามระดับพัฒนาการของตนเอง

ธรรมชาติศึกษา วิทยาศาสตร์

เด็กจะได้เรียนรู้การทำนาอย่างครบขั้นตอน ตั้งแต่การเตรียมดิน หว่าน ไถ ปักดำ เกี่ยว นวด และสีข้าว นอกจากนี้ ยังได้เรียนรู้ศิลปะพื้นบ้าน ผ่านเพลง บทกลอน ที่มีเนื้อหาเกี่ยวโยงกับการทำนา และได้ฝึกฝนการทำของเล่นง่ายๆ จากพืชพรรณในท้องนา มีประสบการณ์การสร้างบ้านอย่างง่ายด้วยการลงมือทำเอง โดยบูรณาการเรื่องการวัดจากสาระคณิตศาสตร์ไว้ด้วย

เด็กได้เรียนรู้การบวก ลบ คูณ และหารที่ซับซ้อนขึ้น มีเลขหลายหลักที่เป็นโจทย์ที่ท้าทาย ซึ่งต้องใช้การคิดที่ละเอียด รอบคอบ สูตรคูณที่เพิ่มขึ้น และนำมาใช้เกี่ยวกับการชั่ง ตวง วัด และเรื่องราวที่พบในชีวิตประจำวัน เด็กได้เรียนเรื่องของเวลา นาฬิกา ระบบเงินตรา คำนวณหาน้ำหนักความยาว และปริมาณ จากชีวิตประจำวันและสิ่งรอบตัวที่ไม่ซับซ้อน

ครูสอนเกี่ยวกับการชั่ง ตวง วัดสิ่งต่างๆ โดยเริ่มจากเวลา ด้วยการสังเกตสิ่งรอบๆ ตัว ดวงอาทิตย์ ดวงจันทร์ ฤดูกาล นาฬิกาแดด นาฬิกาน้ำ นาฬิกาทรายในสมัยโบราณ จนถึงนาฬิกาที่เป็นเวลาในปัจจุบัน ปลายปีมีการจัดทำปฏิทินที่นำความรู้เรื่องการวัดมาตีตาราง รวมทั้งความละเอียดรอบคอบในการลงวันที่ของแต่ละเดือน เรื่องของเวลาจะไปสัมพันธ์กับการเรียนดนตรีด้านจังหวะและตัวโน้ตในเทอมปลาย เด็กจะได้เรียนรู้การแสดงความเคารพและชื่นชมต่อธรรมชาติ ทั้งในแง่การเกิดการตาย

ในวิชาสร้างบ้าน เด็กๆได้ใช้อวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายมาเป็นเครื่องมือวัด เช่น คืบ วา ศอก นิ้ว ฟุต เป็นต้น หลังจบการเรียนเรื่องการวัดเด็กๆ จะได้ลงมือสร้างบ้านริมนาหลังน้อย โดยร่วมมือกันทำงาน งานบางอย่างที่เกินความสามารถของตน ก็ต้องขอความช่วยเหลือจากครูและคนอื่นๆ จนงานนั้นสำเร็จได้ด้วยดี การสร้างบ้านจะเป็นการพัฒนาภายในสภาวะสำนึกของเด็กด้วย มิใช่แค่ความสัมพันธ์ด้านการปกป้องคุ้มภัยเท่านั้น บ้านที่ช่วยกันลงมือทำเด็กๆ จะเห็นปัจจัยต่างๆ มากมายในการสร้าง เช่นสภาพอากาศ และสภาพของพื้นที่นั้นๆ

ภาษาอังกฤษ

ภาษาอังกฤษ เรียนรู้ตัวอักษรทั้งหมด บทสนทนาง่ายๆ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับสัตว์ พืช เรียนรู้เรื่องราวและคำศัพท์ผ่านเพลง กลอน นิทาน เกมการละเล่น และเริ่มเรียนการเขียน การอ่าน โดยภาษาจีนจะเริ่มแนะนำตัวอักษร และเรียนการเขียนตัวอักษรจากภาพ

หัตถกรรม

เด็กๆ จะได้ทำตุ๊กตาที่มีส่วนหัว ตัว มือ ขา ชัดเจนขึ้น ใช้ทักษะของการถักนิตติ้ง นิตและเพิร์ล การเพิ่ม – ลดห่วงที่ยุ่งยากซับซ้อนขึ้น รวมทั้งการเย็บที่ต้องการความละเอียดเพิ่มขึ้น

ศิลปะ

From Drawing วิชาวาดเส้น เด็กเรียนรู้การเกิดภาพจากลายเส้นต่างๆ ทั้งเส้นสั้นๆ จำนวนมาก จนเกิดภาพทรงกลม ทั้งจากภายนอกและจากภายในภาพสะท้อนกระจก 4 ด้าน ภาพที่มีความซับซ้อนขึ้นต้องใช้ความละเอียดสังเกตถี่ถ้วนรอบคอบเพิ่มขึ้น

Painting วิชาระบายสีน้ำ เด็กจะได้ใช้แม่สีหลักเพื่อที่จะเรียนรู้การผสมผสานของสี แต่เริ่มให้เด็กสร้างรูปร่างจนเกิดเป็นภาพขึ้น โดยเป็นเรื่องราวในนิทานหรือเรื่องเล่าต่างๆ

การปั้น เปลี่ยนจากการปั้นขี้ผึ้งเป็นดินเหนียวที่มีคุณสมบัตินิ่มกว่าและขนาดใหญ่กว่า แต่กลับคงรูปทรงได้ยากกว่า เด็กๆจะสร้างสรรค์งานศิลปะอย่างมีความหมายอย่างง่ายๆ

ดนตรี

เด็กเริ่มเรียนการร้องและเป่า ทั้งแบบหมู่และการประสานเสียงแบบร้องไล่กัน (Cannon)เพื่อเป็นการให้เด็กต้องคอยระมัดระวังโน้ตและจังหวะของตนกับกลุ่ม จากที่นักเรียนเรียนการร้องเพลงและการเป่าขลุ่ยโดยใช้การฟังและการเลียนแบบจากครูเป็นหลัก ในปีนี้นักเรียนจะได้รู้จักเพลงและดนตรีในอีกมุมมองหนึ่งที่ต้องใช้ความคิดและความเข้าใจในเชิงนามธรรมมากขึ้นกว่าปีก่อนๆ นักเรียนจะได้เรียนเรื่องของจังหวะ ระดับเสียง สัญลักษณ์ที่ใช้แทนจังหวะ ผ่านเรื่องเล่า รูปภาพ และนิทาน ซึ่งจะนำไปสู่การรู้จักตัวโน้ตและค่าของตัวโน้ตในปลายปี

เกษตรกรรมแนวธรรมชาติ

การทำฟาร์ม เทอมปลายเด็กได้ประสบการณ์ในการทำงานในฟาร์มเลี้ยงสัตว์ ตั้งแต่การดูแลทำความสะอาด ให้อาหาร ที่ใช้ทั้งความรับผิดชอบ ความระมัดระวัง ความอดทน ตั้งใจในการทำงาน รวมทั้งความสัมพันธ์ระหว่างสัตว์กับคน การใช้ชีวิตร่วมกับเพื่อนยาวนานขึ้น ทั้งน้ำใจ ความเอื้อเฟื้อ อุปสรรคต่างๆ ที่ต้องก้าวผ่านไปด้วยกัน ทั้งความสุขสนุกสนาน เห็นผลงานจากพลังของตนที่สามารถทำประโยชน์ให้กับผู้อื่นและสิ่งต่างๆ รอบตัว เห็นคุณค่าของเพื่อนรวมทั้งระลึกถึงความอบอุ่นของครอบครัว ทั้งความรับผิดชอบในหน้าที่และการดูแลตนเองรู้จักผ่อนปรนกับผู้อื่นในการใช้ชีวิตร่วมกัน

สังคมศึกษา

เมื่อเปิดเทอมจะเป็นช่วงฤดูฝนเด็กจะได้เริ่มเรียนรู้เรื่องราวที่เกี่ยวกับการเดินทางของเมล็ดข้าวตั้งแต่การฟังตำนานและเรื่องเล่าเกี่ยวกับการเกิดของเมล็ดข้าวจากภูมิปัญญาต่างๆ ที่หลากหลาย การเตรียมพื้นที่สำหรับทำนา และลงมือทำนาจริง เด็กๆ จะได้เพาะกล้า ดูแลต้นกล้า ถอนกล้าและลงมือดำนา ได้ดูแลแปลงนาและเฝ้ารอคอยเวลาที่ต้นกล้าเจริญเติบโตจนออกรวงเก็บเกี่ยวได้ จากนั้นนำรวงข้าวมาให้น้องเล็กๆ นวด ตำ ฝัด และหุงมารับประทานร่วมกันด้วยความภาคภูมิใจและเห็นถึงค่าของสิ่งที่ตนและเพื่อนได้ทำงานร่วมกัน อีกทั้งยังเห็นความสัมพันธ์ของอาณาจักรธรรมชาติ พืชที่สอดคล้องกับมนุษย์

ฟังตำนานการสร้างโลกของชนชาติต่างๆ เพื่อเป็นภาพสะท้อนการตระหนักรู้ตัวตนที่เริ่มเกิดขึ้น อันเป็นการสะท้อนการกระทำที่ดีและการกระทำที่ไม่เหมาะสมของแต่ละตัวละคร

เรียนเรื่องการเลือกซื้อและบริโภคอาหารที่มีประโยชน์ การปฏิบัติตนตามประเพณี วัฒนธรรมท้องถิ่น สิทธิ เสรีภาพของตนเองและผู้อื่น ยอมรับความแตกต่างของตนในสังคม ปฏิบัติตนตามระเบียบ ข้อตกลงง่ายๆ

พลศึกษา และการเคลื่อนไหว

เกม เด็กๆ เล่นเกม ที่มีกติกาซับซ้อนขึ้น แต่เด็กเริ่มที่จะรู้จักศักยภาพของตัวเองและของเพื่อนได้ดีขึ้น รวมทั้งการเคารพกฎกติกา การประเมินสถานการณ์ ความสามารถของตนเองและผู้อื่น การรู้จักระมัดระวังตัว ความมุ่งมั่นอดทน ไม่ท้อถอยต่ออุปสรรคที่อาจเกิดจากทั้งพลังความสามารถของตนเองและสถานการณ์ที่ต้องเข้าไปเผชิญ รวมทั้งเด็กๆจะเรียนรู้ถึงบทบาทของการเป็นผู้เล่นที่ดีและเป็นผู้ชมที่เหมาะสม นอกจากความสนุกสนานของเกมที่ร่วมเล่น

การเดินป่า เด็กๆ จะได้เดินทางไปที่ๆ สูงชัน ต้องใช้การปีนป่ายในบางช่วง ซึ่งนอกจากการได้สัมผัสธรรมชาติแล้ว ยังเป็นกิจกรรมที่บ่มเพาะพลังความอดทน ตั้งใจ พร้อมเผชิญอุปสรรคในอนาคต และเป็นช่วงเวลาที่ได้ใช้ชีวิตร่วมกันกับเพื่อน ได้ดูแลตัวเองและผู้อื่น เรียนรู้การให้และการรับน้ำใจจากผู้อื่นไปพร้อมๆ กัน