การเรียนการสอนที่มีชีวิต

เราเชื่อว่าการศึกษาคือการปลุกศักยภาพในทุกๆ แง่มุมของความเป็นมนุษย์ ทั้งด้านความคิดสติปัญญา ด้านอารมณ์ความรู้สึก และด้านการปฏิบัติการลงมือทำอย่างจริงจัง

เราเชื่อว่าการศึกษาคือการปลุกศักยภาพในทุกๆ แง่มุมของความเป็นมนุษย์ ทั้งด้านความคิดสติปัญญา ด้านอารมณ์ความรู้สึก และด้านการปฏิบัติการลงมือทำอย่างจริงจัง การจัดการเรียนการสอนจึงเป็นไปเพื่อเปิดโอกาสให้ศักยภาพเหล่านี้งอกงามและปรากฏออกมาตามธรรมชาติ โดยหวังว่าเด็กๆ จะเติบโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่รู้จักเข้าใจตนเอง รู้จักศักยภาพของตนเอง ในขณะเดียวกันก็รู้จักและเคารพคนอื่นๆ รวมไปถึงเข้าใจชุมชน สังคม และโลกภายนอก รู้ว่าเขาจะจัดวางตัวเองกับสังคมและโลกนี้อย่างไร สามารถคิดและลงมือทำในสิ่งที่มุ่งหวังได้ ทั้งเพื่อตนเองและเพื่อส่วนรวม

พัฒนาทุกแง่มุมอย่างสมดุล และเหมาะกับช่วงวัย

ด้านการปฏิบัติการลงมือทำอย่างจริงจัง (Willing)

เด็กเล่นทั้งเนื้อทั้งตัว ลงมือทำลงมือสร้างด้วยพลังเจตจำนงที่เต็มเปี่ยม เป็นการเล่นที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิต

สามารถทำงานตามเป้าหมายได้สำเร็จลุล่วงด้วยตนเอง ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่เป็นการบ่มเพาะพลังเจตจำนงให้ขับเคลื่อนอยู่ในตัวเด็ก

ในช่วงปฐมวัย

เด็กๆ เรียนรู้ผ่านการเลียนแบบการทำงานของผู้ใหญ่ ในทุกๆ วันครูอนุบาลจะพาเด็กๆ ทำงานบ้าน งานครัว งานสวน เป็นการเรียนรู้ที่ลื่นไหลไปกับการทำงานในชีวิตประจำวัน ส่งผ่านไปถึงการเล่นที่สะท้อนสิ่งที่เด็กรับไปจากผู้ใหญ่ เช่น เล่นทำครัว เล่นสร้างบ้าน เด็กเล่นทั้งเนื้อทั้งตัว ลงมือทำลงมือสร้างด้วยพลังเจตจำนงที่เต็มเปี่ยม เป็นการเล่นที่มีความหมายและเชื่อมโยงกับชีวิต

ในวัยประถม (ป.1 ถึง ม.2)

เด็กทุกคนมีงานที่ต้องรับผิดชอบ ทั้งงานในชั้นเรียน และงานส่วนรวมของชุมชน งานทำความสะอาด การจัดการขยะ งานสนาม งานซ่อมสร้าง ที่ขอบเขตงานจะค่อยๆ ขยายขึ้นตามช่วงวัย น้องๆ เห็นพี่ทำงาน ได้ช่วยเหลือเป็นลูกมือบ้าง แบ่งทีมทำงานด้วยกันบ้าง เรียนรู้การทำงานด้วยกัน สิ่งสำคัญคือ ครูและผู้ใหญ่ในชุมชนต่างก็ลงมือทำงานทุกอย่างด้วยสองมือเช่นกัน

ในขณะที่การเรียนการสอนในทุกๆ ชั้น การมอบหมายงานให้เด็กทำในทุกๆ ชิ้น ไม่ว่าจะเป็นงานสมุด งานหัตถกรรม หรืองานเพื่อส่วนรวม สิ่งสำคัญคือการที่ได้ลงมือทำตั้งแต่เริ่มต้นจนจบกระบวนการ สามารถทำงานตามเป้าหมายได้สำเร็จลุล่วงด้วยตนเอง ไม่ว่าจะงานเล็กหรืองานใหญ่ เป็นการบ่มเพาะพลังเจตจำนง ในการทำงานอย่างมีเป้าหมาย และสำเร็จได้ด้วยตนเอง

ในชั้นมัธยม

เด็กได้ออกไปเรียนรู้ประสบการณ์จากโลกภายนอกมากขึ้น เด็กๆ เริ่มฝึกงานตั้งแต่ชั้น ม.3 ฝึกภาคเกษตร ม.4 ฝึกการทำงานด้านศิลปหัตถกรรม ชั้น ม.5 ฝึกการทำงานด้านสังคม และทำโครงงานในเรื่องที่ตัวเองสนใจ ชั้น ม.6

ด้านอารมณ์ความรู้สึก (Feeling)

ศิลปะและดนตรี คือ เครื่องมือสำคัญในการหล่อเลี้ยงความรู้สึก ทุกการเรียนรู้ครูจะนำพาให้เด็กเห็นความงามอยู่เสมอ เพื่อให้ความงามนั้นประทับอยู่ภายในตัวเด็ก นำไปสู่ความสนใจและเข้าใจในเนื้อหาการเรียนรู้ได้อย่างมีชีวิตชีวา

ในห้องอนุบาล

ครูร้องเพลงเคลื่อนไหวไปตามบทเพลงและบทกลอน ครูจัดดอกไม้ เย็บตุ๊กตา ตกแต่งห้องให้อบอุ่นและงดงาม เล่านิทานที่มีภาษาสละสลวย เรียบง่ายแต่ลุ่มลึก ในสนามอนุบาลมีต้นไม้ดอกไม้ มีสัตว์ต่างๆ ที่สวยงามตามธรรมชาติ ให้มีความงามรายล้อมอยู่รอบตัวเด็กๆ รวมไปถึงจังหวะชีวิต กิน อยู่ หลับ เล่น เป็นเวลา สม่ำเสมอ ช่วยโอบประคองและสร้างความรู้สึกที่อบอุ่นและมั่นคงให้กับเด็ก

ในชั้นประถม

มีการใช้ศิลปะและดนตรีสอดแทรกอยู่ในทุกการเรียนการสอน บทเพลงที่เกี่ยวกับฤดูกาล สอดรับกับเนื้อหาการเรียนรู้ และการก้าวข้ามในแต่ละช่วงวัย เนื้อหาที่ครูสอนมักเริ่มจากภาพก่อนจะมาเป็นตัวอักษร เรื่องเล่าที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวาการผจญภัยทั้งภายนอกและภายใน เด็กก้าวข้ามความปั่นป่วนในใจ ผ่านการฝ่าฟันอุปสรรคของเจ้าชายในเรื่องเล่าของครู เทพปกรณัม และผู้คนในประวัติศาสตร์

เด็กสรุปและบันทึกเนื้อหาเรียนรู้ของตัวเองผ่านการวาดภาพเป็นหลัก ก่อนจะค่อยๆ เพิ่มการเขียนบรรยายในชั้นที่โตขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะในวิชาคณิตศาสตร์ ครูจะเริ่มด้วยความงามและความอัศจรรรย์ในตัวเลขก่อนเสมอ รวมไปถึงวิชาศิลปะอื่นๆ ทั้งวาดเส้น สีน้ำ ปั้นขี้ผึ้ง ปั้นดิน หัตถกรรม ที่สอดรับกับเนื้อหาการเรียนรู้และพัฒนาการแต่ละช่วงวัย

เด็กๆ ได้เรียนและฝึกฝนดนตรี ขลุ่ย เครื่องสาย ที่ทำงานกับลมหายใจ ทำงานกับจังหวะการเต้นของหัวใจ ทำงานกับจังหวะของครู และเพื่อนร่วมชั้น ช่วยกล่อมเกลาความรู้สึก และฝึกทักษะสังคมในการผสานเสียงดนตรีร่วมกัน

ในชั้นมัธยม

ศิลปะที่นำไปสู่การคิด และย้อนกลับมาสู่การรู้จักตนเองอีกครั้ง ได้วาดรูปเลียนแบบศิลปินในอดีต ก่อนจะขยายภาพออกไปตามจินตนาการของแต่ละคน วาดรูปตัวเอง วาดภาพธรรมชาติผ่านมุมมองแบบ objective ฟังและศึกษาวรรณกรรมที่ลึกซึ้ง เรียนรู้ประวัติศาสตร์ในมิติต่างๆ ทั้งประวัติศาสตร์ดนตรี ประวัติศาสตร์สถาปัตยกรรม เป็นต้น

ด้านความคิดสติปัญญา (Thinking)

การพัฒนาความคิดมิใช่การกระตุ้นให้เด็กรู้และจำ แต่ความคิดจะงอกงามเมื่อถึงเวลา เมื่อเขาได้รับประสบการณ์ผ่านการลงมือทำ เมื่อความรู้สึกอันงดงามประทับอยู่ในหัวใจ เมื่อถึงเวลาเขาจะประมวลความรู้ความเข้าใจออกมาได้ด้วยตัวเขาเอง

ในวัยอนุบาล

เราระวังอย่างมากที่จะไม่ป้อนความรู้ที่สำเร็จรูปตายตัวให้กับเด็ก ระวังอย่างมากที่จะไม่กระตุ้นให้เด็กคิดวิเคราะห์หรือสรุปทุกอย่างออกมาเป็นคอนเซปต์ เพราะความรู้ความเข้าใจของเขาจะประทับอยู่ที่สองมือ สองเท้า สองตา สองหู เมื่อเขาได้ลงมือทำ เขาเรียนรู้เรื่องเคมีเมื่อเขาช่วยครูอนุบาลจุดเตาถ่านหุงข้าว ทำขนมปัง เรียนรู้เรื่องฟิสิกส์เมื่อเขาเอาเก้าอี้มาต่อเป็นรถเป็นบ้าน เรียนรู้เรื่องแร่ธาตุเมื่อเขาเล่นน้ำ โคลน ทราย เรียนรู้เรื่องพืชเมื่อหย่อนเมล็ดพันธุ์รดน้ำ และออกดอกออกผล

เป็นการเรียนรู้ที่ไม่ต้องบอก ไม่ต้องสอน ไม่ต้องอธิบายว่าทั้งหมดคืออะไร เพราะความรู้ประทับไปในเนื้อตัวเขาแล้ว ให้เขาจดจำและเข้าใจในแบบของเขา เพื่อรอเมื่อพร้อมเขาจะประมวลทุกอย่างออกมาได้ด้วยตัวเขาเอง

เช่นเดียวกับคุณธรรมความดี ที่ไม่ต้องบอกสอนให้ท่องจำ แต่การช่วยกันทำงาน การเห็นครูเห็นผู้ใหญ่ปฏิบัติกับผู้คนและสิ่งต่างๆ บนโลก เรื่องราวในนิทาน ล้วนบ่มเพาะความดีในหัวใจ โดยไม่ต้องสรุปด้วย “นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า…”

ในชั้นประถม (ป.1 ถึง ม.2 )

เมื่อเด็กโตขึ้นการเรียนรู้จะเป็นทางการมากขึ้น เมื่อเด็กเริ่มอ่านเขียนได้คล่อง ครูจะนำพานักเรียนบันทึกเนื้อหาการเรียนรู้ร่วมกัน หลังจากที่ผ่านการลงมือทำ ฟังเรื่องราวเรื่องเล่าในเนื้อหานั้นๆ แล้ว โดยยังเป็นความรู้ความเข้าใจปรากฏการณ์ที่เชื่อมโยงกับมาสู่ตัวเอง เด็กๆ เริ่มได้ต้นคิดวิเคราะห์อย่างเป็นทางการเมื่อเรียนอ่านข่าวในชั้น ป.6 ที่สามารถอ่านแล้วแยกแยะข้อเท็จจริงกับข้อคิดเห็นในเนื้อหาของข่าวได้ และเริ่มแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับข่าวมากขึ้นในชั้น ม.2 และ ม.3

ในชั้นมัธยม

เรียนรู้จากบทเรียนหลักที่เป็นวิชาการมากขึ้นตามลำดับ ฝึกวิธีมองและวิเคราะห์สาระของบทเรียนในเชิงวิพากษ์และนำไปสู่ข้อวินิจฉัยของตนเอง มีการสรุปการเรียนรู้ และออกแบบการนำเสนองานที่ทำกันอย่างอิสระมากขึ้นตามลำดับในวิชาต่างๆ มีวิธีการเรียนรู้ที่มีลักษณะเฉพาะคนมากขึ้น เปิดโอกาสให้เด็กได้มีมุมมองเกี่ยวกับตนเอง ชีวิต สิ่งแวดล้อม โลก และจักรวาลจากหลายมิติหลายแง่มุม ผ่านการลงมือปฏิบัติและมีประสบการณ์จริงในเรื่องต่างๆ ที่เรียน ได้สำรวจความถนัดและความสนใจของตนเอง

เคมี ฟิสิกส์ ชีววิทยา ที่เคยประทับอยู่ในเนื้อในตัวตอนอนุบาล จะถูกดึงออกมาใช้ผ่านการทดลองที่เป็นรูปแบบขั้นตอน ก่อนจะวิเคราะห์วิพากษ์ และนำไปสู่ทฤษฏีต่างๆ โดยไม่ลืมที่จะเชื่อมโยงกับความเป็นมนุษย์

เข้าใจธรรมชาติของเด็ก

เข้าใจการเรียนรู้ของเด็ก

เด็กเล็ก (ก่อนวัยเรียน)

จะเลียนแบบและได้รับการเลี้ยงดูผ่านต้นแบบและตัวอย่าง ลักษณะเด่นที่สำคัญในการศึกษาก่อนวัยเรียนคือ การเล่นอิสระ โดยมีการนำทาง แต่ไม่กำกับ รวมทั้งประสบการณ์ในการเคลื่อนไหวและการใช้สัมผัสรู้ (sense) ต่าง ๆ ผู้ให้การศึกษาส่งเสริมพัฒนาการที่เหมาะสมทางกายและใจของเด็กผ่านจังหวะแบบแผน อันเป็นการวางรากฐานสำหรับความทรหดอดทน และวินัยในตนเอง

เด็กวัยเรียน (ประถมศึกษาปีที่ ๑ ถึงมัธยมศึกษาปีที่ ๒)

จะเรียนรู้จากครูผู้ใช้วิธีหลากหลาย เตรียมบทเรียนอย่างสร้างสรรค์ และแนะนำความรู้ในเรื่องหลักๆ ทั้งปวงแก่นักเรียน โดยผ่านบทเรียนหลัก ครูจะสร้างสัมพันธ์ที่แท้จริงกับนักเรียนโดยเฉพาะครูประจำชั้น เมื่อเด็กโตขึ้น การเรียนรู้จะเป็นทางการมากขึ้นภายในบทเรียนที่สร้างสรรค์ 

ในทัศนะของศูนย์การเรียนอาภา คือ เราควรให้ความเคารพต่อพัฒนาการทั้งภายใน (จิตใจ) และภายนอก (สภาพร่างกาย) ของเด็ก ด้วยการเลือกสรรกิจกรรมและวัสดุอุปกรณ์สำหรับการเรียนการสอนที่เหมาะสม ที่เด็กแต่ละคนจะสามารถมีส่วนร่วมได้ตามระดับพัฒนาการของตนเอง

เรียนตามธรรมชาติของเด็กแต่ละวัย

ในระดับปฐมวัย

มุ่งเน้นให้เด็กมุ่งมั่นตั้งใจกับการกระทำความดี โดยจัดบรรยากาศการเรียนรู้ที่จะช่วยให้เด็กพัฒนาความรู้สึกที่สัมผัสกับโลกที่เป็นจริงรอบตัวอย่างมั่นใจและเป็นสุข กล่าวคือ ความรู้สึกจากการสัมผัสจะทำให้เด็กไม่ขลาดกลัว ความรู้สึกแห่งชีวิตจะทำให้รู้จักความสุข แจ่มใส ความรู้สึกจากการเคลื่อนไหวจะทำให้เด็กรู้สึกเป็นอิสระ และความรู้สึกสมดุลของร่างกายจะทำให้เด็กรู้สึกปลอดภัยและสงบภายใน ความรู้สึก 4 ด้านดังกล่าวนำไปสู่การพัฒนาความมุ่งมั่นตั้งใจ (willing) ซึ่งเป็นพัฒนาการพื้นฐานของปฐมวัย

ประถมศึกษา

มุ่งเน้นทักษะพื้นฐานด้านการเขียน การอ่าน การคิดคำนวณ ทักษะการคิดพื้นฐาน การติดต่อสื่อสาร กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม และพื้นฐานความเป็นมนุษย์ การพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างสมบูรณ์และสมดุลทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์ – จิตใจ สังคม และวัฒนธรรม โดยเน้นการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ

เด็กวัยรุ่น (มัธยมศึกษาปีที่ ๓-๖)

เรียนรู้จากบทเรียนหลักที่เป็นวิชาการมากขึ้นตามลำดับ ฝึกวิธีมองและวิเคราะห์สาระของบทเรียนในเชิงวิพากษ์และนำไปสู่ข้อวินิจฉัยของตนเอง ทั้งหมดนี้ปรากฏให้เห็นในงานที่ทำกันอย่างอิสระมากขึ้นตามลำดับในวิชาต่าง ๆ   นอกจากนั้นความมั่นใจในตนเอง ความรับผิดชอบส่วนตัว และสำนึกในพันธะต่อโลกจะค่อย ๆ ปรากฏออกมา ระดับมัธยมปลายจะมีวิธีการเรียนรู้ที่มีลักษณะเฉพาะคนมากขึ้น การธำรงชั้นเรียนทั้งชั้นให้เป็นหน่วยเดียวกันเป็นการส่งเสริมความสามารถทางสังคมของเด็กวัยนี้

มุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีมุมมองเกี่ยวกับตนเอง ชีวิต สิ่งแวดล้อม โลก และจักรวาลจากหลายมิติ หลายแง่มุม ผ่านการลงมือปฏิบัติและมีประสบการณ์จริงในเรื่องต่างๆ ที่เรียน ได้สำรวจความถนัดและความสนใจของตนเอง

เพื่อให้สามารถออกไปใช้ชีวิตอยู่ในสังคมจริงได้อย่างมีความหมาย รู้เป้าหมาย และรู้หน้าที่ของตนเอง

มุ่งเน้นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้มีมุมมองเกี่ยวกับตนเอง ชีวิต สิ่งแวดล้อม โลก และจักรวาลจากหลายมิติ หลายแง่มุม ผ่านการลงมือปฏิบัติและมีประสบการณ์จริงในเรื่องต่างๆ ที่เรียน สำรวจความถนัดและความสนใจของตนเอง ส่งเสริมการพัฒนาบุคลิกภาพส่วนตน เพิ่มพูนทักษะในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ คิดอย่างสร้างสรรค์ และการคิดแก้ปัญหา ส่งเสริมทักษะในการดำเนินชีวิต ทักษะในด้านวิทยาการและเทคโนโลยีพื้นฐาน เปิดการรับรู้เกี่ยวกับโลกและสถานการณ์ปัจจุบันที่เกิดขึ้น เพื่อให้ผู้เรียนมีความสมดุลทั้งด้านความรู้ ความคิด การลงมือทำ การรู้จักและเข้าใจตนเองรวมทั้งความรับผิดชอบต่อสังคมส่วนรวม เพื่อที่จะสามารถออกไปใช้ชีวิตอยู่ในสังคมจริงได้อย่างมีความหมาย รู้เป้าหมาย และรู้หน้าที่ของตนเอง

บทเรียนหลัก และจังหวะเวลาในแต่ละวัน

บทเรียนหลัก

เช่น ภาษาไทย เลข ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น

สำหรับระดับประถมศึกษา หากเป็นไปได้ครูประจำชั้นจะสอนเด็กๆ กลุ่มเดิมไปตลอด 8 ปี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูให้เกิดผลงอกงามมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่ง คือ ครูประจำชั้นเป็นผู้สอนบทเรียนหลัก

ทุกวันในช่วงเช้า ประมาณ 2 ชั่วโมงแรกของแต่ละวัน นักเรียนจะได้เรียนบทเรียนรักกับครูประจำชั้นของพวกเขา ในช่วงเช้าที่สมองของเด็กๆ ยังสดชื่นปลอดโปร่ง โดยจะเรียนวิชาหลักหนึ่งวิชาต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ถึง 4 สัปดาห์ ด้วยวิธีนี้จังหวะของแต่ละวันจะเริ่มต้นด้วยการทำงานซึ่งต้องใช้ความตั้งใจและสมาธิจดจ่อกับวิชานั้นๆ

เรียนอย่างมีชีวิตชีวา

โดยครูสามารถทำให้บทเรียนมีชีวิตชีวา ละเอียดลึกซึ้งขึ้น ผ่านบทกลอน บทเพลง การวาดภาพ การปั้น การเคลื่อนไหว หรือเล่นละครได้ รวมถึงการได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วย หัวข้อต่างๆ จะถูกนำมาสำรวจอย่างถ้วนทั่วผ่านมุมมองต่างๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเรียนหัวข้อหรือวิชาถัดไป

วิชาที่ต้องฝึกฝน ทำซ้ำ

หลังจากบทเรียนหลัก นักเรียนจะได้เรียนวิชาที่ควรจะได้ฝึกฝนหรือทำซ้ำต่อเนื่องสม่ำเสมอ เช่น ภาษาต่างประเทศ อ่านไทย เขียนไทย วาดเส้น สีน้ำ ปั้นขี้ผึ้ง ปั้นดิน ทำสวน โดยสอดประสานกับบทเรียนหลักในตอนเช้า เช่น
  • เรื่องเล่าของตำนานเทพเจ้านอร์สในบทเรียนหลักของ ป.๔ ปรากฏเป็นภาพวาดเส้นลายเงื่อนของ Celtic ชนเผ่าผู้นับถือเทพเจ้านอร์สในวิชาวาดเส้น
  • การวาดสีน้ำ
    • วาดสัตว์เมื่อเรียนวิชาอาณาจักรสัตว์ในชั้น ป. 4
    • วาดรูปเทพเจ้า เมื่อเรียนเรื่องตำนานอินเดียโบราณในชั้น ป.5
    • วาดสีน้ำด้วยวิธี Veil painting เป็นภาพภูเขา แม่น้ำ แผนที่ประเทศไทย สอดคล้องกับบทเรียนหลักภูมิศาสตร์ในชั้น ป.6
  • นิทานหรือบทเพลงที่ครูภาษาต่างประเทศใช้ อาจเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับบทเรียนหลัก เช่น เรื่องสัตว์ เรื่องพืช หรือสอดคล้องกับฤดูกาล และเทศกาลที่กำลังจะเกิดขึ้นในโรงเรียน

วิชาที่ได้ลงมือทำ

เรียนในช่วงบ่าย โดยสอดประสานกับบทเรียนหลักในตอนเช้า

จากนั้นในช่วงบ่ายจะเป็นวิชาที่ต้องลงมือทำ หรือเป็นกิจกรรมในเชิงสังคม เช่น เกม กีฬา วาดรูป หัตถกรรม งานไม้ เป็นต้น เป็นวิชาที่ฝึกพลังเจตจำนง ในขณะเดียวกันก็สอดรับกับพัฒนาการและเนื้อหาการเรียนของแต่ละช่วงวัย

งานศิลปะไม่ได้ถูกมองเป็นวิชาเสริมที่แยกขาดออกจากหลักสูตรหลัก แต่เป็นส่วนสำคัญในฐานะที่แต่ละวิชามีส่วนช่วยเติมเต็มให้หลักสูตรในแต่ละขวบปีของนักเรียนครบถ้วนสมบูรณ์

วิชาที่เป็นเรื่องของทักษะ ฝีมือ ความสวยงาม ความท้าทายของงานหัตถกรรม งานไม้ และงานศิลปะอื่นๆ ไม่ได้ถูกมองเป็นวิชาเสริมที่แยกขาดออกจากหลักสูตรหลัก เรามองว่าวิชาเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มให้หลักสูตรในแต่ละขวบปีของนักเรียนครบถ้วนสมบูรณ์

บทเรียนหลัก และจังหวะเวลาในแต่ละวัน

บทเรียนหลัก

เช่น ภาษาไทย เลข ประวัติศาสตร์ วิทยาศาสตร์ เป็นต้น

สำหรับระดับประถมศึกษา หากเป็นไปได้ครูประจำชั้นจะสอนเด็กๆ กลุ่มเดิมไปตลอด 8 ปี เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูให้เกิดผลงอกงามมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ซึ่งสิ่งสำคัญสิ่งหนึ่ง คือ ครูประจำชั้นเป็นผู้สอนบทเรียนหลัก

ทุกวันในช่วงเช้า ประมาณ 2 ชั่วโมงแรกของแต่ละวัน นักเรียนจะได้เรียนบทเรียนรักกับครูประจำชั้นของพวกเขา ในช่วงเช้าที่สมองของเด็กๆ ยังสดชื่นปลอดโปร่ง โดยจะเรียนวิชาหลักหนึ่งวิชาต่อเนื่องเป็นเวลา 3 ถึง 4 สัปดาห์ ด้วยวิธีนี้จังหวะของแต่ละวันจะเริ่มต้นด้วยการทำงานซึ่งต้องใช้ความตั้งใจและสมาธิจดจ่อกับวิชานั้นๆ

เรียนอย่างมีชีวิตชีวา

โดยครูสามารถทำให้บทเรียนมีชีวิตชีวา ละเอียดลึกซึ้งขึ้น ผ่านบทกลอน บทเพลง การวาดภาพ การปั้น การเคลื่อนไหว หรือเล่นละครได้ รวมถึงการได้ลงมือปฏิบัติจริงด้วย หัวข้อต่างๆ จะถูกนำมาสำรวจอย่างถ้วนทั่วผ่านมุมมองต่างๆ ก่อนที่จะเปลี่ยนไปเรียนหัวข้อหรือวิชาถัดไป

วิชาที่ต้องฝึกฝน ทำซ้ำ

หลังจากบทเรียนหลัก นักเรียนจะได้เรียนวิชาที่ควรจะได้ฝึกฝนหรือทำซ้ำต่อเนื่องสม่ำเสมอ เช่น ภาษาต่างประเทศ อ่านไทย เขียนไทย วาดเส้น สีน้ำ ปั้นขี้ผึ้ง ปั้นดิน ทำสวน โดยสอดประสานกับบทเรียนหลักในตอนเช้า เช่น
  • เรื่องเล่าของตำนานเทพเจ้านอร์สในบทเรียนหลักของ ป.๔ ปรากฏเป็นภาพวาดเส้นลายเงื่อนของ Celtic ชนเผ่าผู้นับถือเทพเจ้านอร์สในวิชาวาดเส้น
  • การวาดสีน้ำ
    • วาดสัตว์เมื่อเรียนวิชาอาณาจักรสัตว์ในชั้น ป. 4
    • วาดรูปเทพเจ้า เมื่อเรียนเรื่องตำนานอินเดียโบราณในชั้น ป.5
    • วาดสีน้ำด้วยวิธี Veil painting เป็นภาพภูเขา แม่น้ำ แผนที่ประเทศไทย สอดคล้องกับบทเรียนหลักภูมิศาสตร์ในชั้น ป.6
  • นิทานหรือบทเพลงที่ครูภาษาต่างประเทศใช้ อาจเกี่ยวพันเชื่อมโยงกับบทเรียนหลัก เช่น เรื่องสัตว์ เรื่องพืช หรือสอดคล้องกับฤดูกาล และเทศกาลที่กำลังจะเกิดขึ้นในโรงเรียน

วิชาที่ได้ลงมือทำ

เรียนในช่วงบ่าย โดยสอดประสานกับบทเรียนหลักในตอนเช้า

จากนั้นในช่วงบ่ายจะเป็นวิชาที่ต้องลงมือทำ หรือเป็นกิจกรรมในเชิงสังคม เช่น เกม กีฬา วาดรูป หัตถกรรม งานไม้ เป็นต้น เป็นวิชาที่ฝึกพลังเจตจำนง ในขณะเดียวกันก็สอดรับกับพัฒนาการและเนื้อหาการเรียนของแต่ละช่วงวัย

งานศิลปะไม่ได้ถูกมองเป็นวิชาเสริมที่แยกขาดออกจากหลักสูตรหลัก แต่เป็นส่วนสำคัญในฐานะที่แต่ละวิชามีส่วนช่วยเติมเต็มให้หลักสูตรในแต่ละขวบปีของนักเรียนครบถ้วนสมบูรณ์

วิชาที่เป็นเรื่องของทักษะ ฝีมือ ความสวยงาม ความท้าทายของงานหัตถกรรม งานไม้ และงานศิลปะอื่นๆ ไม่ได้ถูกมองเป็นวิชาเสริมที่แยกขาดออกจากหลักสูตรหลัก เรามองว่าวิชาเหล่านี้เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเติมเต็มให้หลักสูตรในแต่ละขวบปีของนักเรียนครบถ้วนสมบูรณ์

ตัวอย่างวิชาที่ลงมือทำ

  • ป.1 ถักนิตติ้ง เป็นตุ๊กตาสัตว์ ตุ๊กตาโนม (Gnome) ที่สัมพันธ์กับเทพนิยายที่เด็กๆ ได้ฟัง และการถักก็สัมพันธ์กับวิชาเลข ในการนับห่วง เพิ่มลดห่วง
  • ป.2 ถักโครเชต์ เมื่อเริ่มเรียนขลุ่ย เด็กๆ จะได้ถักถุงขลุ่ยของตัวเอง รวมถึงของใช้ส่วนตัวอื่นๆ เช่น กระติกน้ำ ถุงใส่ดินสอ หรือ ถักตุ๊กตาให้น้องๆ อนุบาล
  • ป.3 ถักตุ๊กตาคน (ตัวเขาเอง) สอดคล้องกับช่วงวัยนี้ที่เด็กๆ เริ่มรู้สึกถึงตัวตนของตัวเองมากขึ้น
  • ป.4 ปักครอสติช การทับ ลอด ฝึกจดจ่อ
  • ป.5 ถักถุงเท้า นิตติ้ง 4 ไม้ที่ซับซ้อนขึ้น
  • ป.6 เย็บตุ๊กตาสัตว์จากผ้า โดยสร้างแพทเทิร์นด้วยตัวเอง โดยเป้าหมายสำคัญคือต้องยืน 4 ขาได้ และเริ่มงานไม้แกะไข่ เมื่อภาวะภายในเริ่มปั่นป่วน ฮอร์โมนส่งผลต่อารมณ์ การแกะไม้ท่อนหนึ่งให้กลายเป็นรูปทรงไข่ เด็กต้องใช้จินตนาการและหาสมดุลในการใช้แรงหนักเบา เรียนรู้ทำงานกับเครื่องมือ เพื่อสร้างไข่ที่สมดุล
  • ม.1 เย็บรองเท้า
  • ม.2 เย็บจักร เสื้อผ้าที่มีแบบแพทเทิร์นชัดเจน
  • ม.3 สานตะกร้า งานทองแดง
  • ม.4 ตีเหล็ก
  • ม.5 งานหนัง
  • ม.6 เย็บสมุด